จากกรณีที่คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวนพบว่านายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องดังกล่าว ว่ามีกลุ่มบุคคลใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินีหรือไม่ จึงได้มีการออกหมายเรียกแก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ครั้งที่ 1 ในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค.69 แต่ปรากฏว่า สส.สมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้ยืนยันว่า ที่บ้านพักอาศัยของตนเองยังคงไม่ได้รับเอกสารหมายเรียกในฐานะพยานของดีเอสไอส่งมาถึง ทำให้เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 69 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันกับสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลว่า ดีเอสไอได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่เมื่อตรวจสอบสถานะของเอกสาร ได้รับแจ้งว่านำส่งไม่ได้ ทำให้เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 69 มีการออกหมายเรียกอีกครั้ง และได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ว่าถึงมือผู้รับแล้วและดีเอสไอได้ส่งเอกสารบางส่วนให้สถานีตำรวจในพื้นที่ให้นำส่งด้วย
โดยนัดหมายให้มาพบดีเอสไอวันที่ 7 ก.ย. 69 ซึ่งถือเป็นการออกหมายเรียกพยานครั้งที่ 2 แต่นายสมชาติก็ได้ส่งเอกสารขอเลื่อน โดยแจ้งว่าติดปฏิบัติหน้าที่ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ระหว่างวันที่ 7–9 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นเหตุให้ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย.69 นายสมชาติจึงไม่ได้เข้าไปให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสืบสวนกองคดีความมั่นคง และยังให้เหตุผลการติดภารกิจลงพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมขอขยายเวลาไปถึงสิ้นเดือน ก.ย.69 แทน ต่อมาคณะพนักงานสืบสวนได้นัดหมายอีกครั้งในวันที่ 14 ก.ย.69 ซึ่งถือเป็นหนังสือเชิญสอบปากคำในฐานะพยานเป็นครั้งที่ 3 ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะล่าสุดของการนัดหมายเข้าให้ปากคำในฐานะพยานตามหมายเรียกพยานครั้งที่ 3 ของนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งนัดหมายวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.69 พบว่า นายสมชาติ ได้มีการส่งหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าติดประชุมและติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งการแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าว ทางคณะพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนัดหมายใหม่อีกครั้ง หลังรับทราบหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 24 จะระบุถึงอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในการสืบสวนสอบสวน แต่ สส.สมชาติ เป็นเพียงพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา จึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา แล้วไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหา 2 ครั้ง จึงจะพิจารณาขอศาลออกหมายจับได้ แต่ถ้าเป็นหมายเรียกพยานดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถใช้อำนาจจับกุมหรือขอศาลออกหมายจับได้

ดังนั้น หากมองถึงเจตนารมณ์หนังสือฉบับแรกของ สส.สมชาติ ที่มีการระบุก่อนหน้านี้ว่าประสงค์เข้าให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของดีเอสไอ จึงเป็นประเด็นที่คณะพนักงานสืบสวนมองว่าหากบุคคลมีความประสงค์ที่จะให้ข้อเท็จจริง ให้ความร่วมมือเต็มที่ตามที่มีการแสดงเจตนารม์ไว้จริง ๆ ก็ควรเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจง มากกว่าการส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานถึง 3 ครั้ง ทั้งนี้ หาก สส.สมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาพบพนักงานสืบสวนในวันเวลาใดหลังจากนี้ แม้ไม่ตรงตามเอกสารนัดหมายก็สามารถดำเนินการได้ เพราะพนักงานสืบสวนพร้อมรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงของพยานเสมอ
ขณะที่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ยอมรับผ่านโทรศัพท์สั้น ๆ ว่า ตนเองได้รับเอกสารหมายเรียกในฐานะพยานของดีเอสไอ ซึ่งนัดหมายวันที่ 14 ก.ย.69 จริง แต่ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานดังกล่าวออกไปก่อน.



