เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 13 ก.ย. ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการมาร่วมงานกิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง สว. 229” ว่า ตนมาร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในคดีโกง สว. ซึ่ง กกต. จะมีการลงมติในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ตนสื่อสารมาตลอดว่าหาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง กกต. ควรจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในกระบวนการโกง สว. ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่เสนอให้สั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างสิ้นสงสัย และพิพากษาว่าใครบ้างใน 229 คนที่ผิดหรือไม่ผิด

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลหลักมี 2 ข้อข้อแรก คือเห็นว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกง สว. ไม่ว่าจะเป็นโพยใบสั่ง บอร์ดการลงคะแนน หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หรือแม้กระทั่งประวัติการโทรศัพท์ โดยรวมแล้วเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่ กกต. จะสามารถสั่งฟ้องไปที่ศาลได้ หากเทียบกับมาตรฐานการทำงานของ กกต. ในอดีต จะเห็นว่าเมื่อปีที่แล้ว กกต. เคยมีการสั่งฟ้องไปที่ศาลในคดีที่มีเพียงข้อความไม่กี่ข้อความในแชตไลน์ ซึ่งเป็นการแลกคะแนนและจับคู่กัน โดยไม่มีการเสนอเรื่องเส้นเงินหรือผลประโยชน์ด้วยซ้ำ ฉะนั้น จึงมองว่าหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. ครั้งนี้ มีความชัดเจนกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยสั่งฟ้องไปที่ศาลด้วยซ้ำ

รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ส่วนเหตุผลที่ 2 คือเห็นว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ในสถานะที่มีการขัดกันของผลประโยชน์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กกต. 4 คนดังกล่าวเข้ามาเป็น กกต. ได้ ก็เพราะได้รับการรับรองจาก สว. ชุดเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น กกต. 4 คนนี้ไม่ควรใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับรองให้ กกต. ทั้ง 4 คนเข้ามาดำรงตำแหน่ง และการสั่งฟ้องไปที่ศาลเพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิพากษา ก็น่าจะทำให้ กกต. 4 คนนี้หลุดพ้นจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ดีที่สุด ฉะนั้น ด้วย 2 เหตุผลนี้จึงเห็นว่า กกต. ควรมีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไปที่ศาล

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย จะเดินหน้าอย่างไรต่อ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน แต่ในช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ 20 กว่าชั่วโมง ยังไม่อยากให้คิดไกลเกินวันที่ 14 กันยายนนี้ ในเวลานี้อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันส่งเสียง รวมพลังกันเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น โดยอยากให้โฟกัสตรงนี้ก่อน ยืนยันว่าในเชิงหลักการ หากมีการยกคำร้องหรือตัดทอนไม่ให้เรื่องของใครไปถึงศาล ทั้งที่หลักฐานชัดเจนเพียงพอ เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหาก กกต.ไม่สั่งฟ้องใครเลยในฐานะที่เดินหน้าเรื่องนี้มาตลอด จะผิดหวังหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องความรู้สึกของตนที่เป็นสิ่งสำคัญ แต่หากคดีการโกงสว.ที่เกิดขึ้นกระทำสำเร็จโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่กังวลคือประเทศไทยจะกลายเป็นสถานการณ์ที่มีระบบการเมืองที่เสื้อสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับอนาคตประเทศ จึงมาร่วมกันเรียกร้องไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็น

ต่อข้อถามถึงกระแสข่าวที่ว่ากกต.มีคำสั่งฟ้องจริง จะเปิดเผยเพียงตัวเลขว่าสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหากี่คน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อว่าใครถูกฟ้องบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนหวังว่าจะไม่ใช่ความจริง เพราะ 1.ถ้ากกต.ลงมติอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลใจในการอธิบายกับสังคมว่าเหตุใดจึงลงมติเช่นนั้น ทำไมจึงสั่งฟ้องใคร หรือทำไมจึงไม่สั่งฟ้องใคร แต่ถ้ากกต.พยายามปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวเอง ก็ยิ่งสื่อให้เห็นว่ากกต.อาจทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ 2.เข้าใจว่าสโลแกนของ กกต.ในขณะนี้มีคำว่าโปร่งใส ซึ่งการกระทำต้องสอดคล้องกับคำพูดนั้นด้วย ดังนั้น ถ้ากกต.ทำงานด้วยความโปร่งใสจริง สิ่งพื้นฐานที่สามารถทำได้ คือการชี้แจงกับประชาชนถึงรายละเอียดและเหตุผลในการลงมติที่เกิดขึ้น

“อยากให้กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปฏิเสธไม่ได้ว่ากกต. 4 คนในวันนี้เข้ามาเป็น กกต.ได้เพราะถูกรับรองโดย สว. ที่อยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่อยากให้กกต.นึกถึงการตอบแทนบุญคุณคนที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งทุกวันนี้ อยากให้นึกถึงอนาคตประเทศ นึกถึงหลักการทางกฎหมาย และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา”นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมยื่นญัตติเพื่อขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายพริษฐ์ กล่าวว่า พร้อมและเดินหน้าตามขั้นตอนและกรอบเวลาที่วางไว้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำตัวญัตติ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมว่ารัฐมนตรีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายมีใครบ้าง รวมถึงข้อกล่าวหาที่จะเขียนเข้าไปในญัตติว่าจะมีข้อกล่าวหาอะไรบ้าง โดยคาดว่าจะยื่นได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ และการอภิปรายจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ต.ค.นี้.