เมื่อวันที่ 11 ก.ย.นายศุภโชค ศาลากิจ ประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา แถลงถึงข้อสังเกตการติดตามงบประมาณในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ภายหลังมีคำพิพากษาของศาลปกครอง ว่า ตนมีข้อสังเกตอยู่ 2 ประเด็น โดยในประเด็นแรก คือ คำพิพากษาของศาลที่ให้กรมประมงใช้ พ.ร.ก. การประมง ปี 2558 กำจัดปลาหมอคางดำ ด้วยแผนปี 2567-2570 ภายใน 180 วัน สิ่งสำคัญคือกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมองปลาหมอคางดำเป็นศัตรูก่อน และเราต้องกำจัด เพราะปลาหมอคางดำทำลายอาชีพและระบบนิเวศของประเทศไทย หากคิดแบบนี้แล้วเราจะมีแนวทางที่จะมุ่งกำจัดปลาหมอคางดำ
นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ตนติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็น สว. ซึ่งทางกระทรวงได้ตั้งงบประมาณกำจัดปลาหมอคางดำไว้ที่ 450 ล้านบาทตามแผนปี 2567 – 2570 คำพิพากษาก็ให้ดำเนินการตามแผนนั้น ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ออกมาระบุภายหลังจากศาลมีคำพิพากษา 2 วัน ว่ามีการขออนุมัติงบกลางจำนวน 350 ล้านบาทในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรับลูกอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อสังเกตหลายข้อที่ทางกรมประมงตั้งไว้ ว่ามีการเร่งจับปลาโดยใช้เครื่องมือตาม พ.ร.ก. ประมง 2558 ซึ่งจะครอบคลุมการกำจัดได้จริงหรือไม่ ไข่หรือลูกปลาตัวเล็กอาจหลุดรอดไปได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไป รวมถึงการปล่อยปลานักล่า การแปรรูปและการฟื้นฟู ซึ่งทุกอย่างอยู่ในงบประมาณ 350 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 180 วัน
นายศุภโชค กล่าวต่อไปว่า ตนและกรรมาธิการขอวิงวอนให้ช่วยกันดูและติดตามเรื่องนี้ เพราะการใช้งบประมาณที่เร่งด่วนและจำกัด จากเดิมที่วางไว้ 4 ปี แต่ต้องมาใช้ภายใน 180 วัน จะวัดผลและประสิทธิภาพได้อย่างไร จะกำจัดได้จริงหรือไม่ เพราะตอนนี้ระบาดไปถึงภาคอีสานซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนเรื่องการเยียวยา จากคำสั่งศาลให้กระทรวงมหาดไทยสั่งให้ผู้ว่าฯ จ.สมุทรสงคราม ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติและทำการเยียวยา ซึ่งตนมีข้อสงสัยว่าจะใช้มาตรการและเกณฑ์ใดในการประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และเงื่อนไขการเยียวยาจะเริ่มเมื่อไร การใช้งบประมาณกับการลงมือในเรื่องนี้จะต้องคุ้มค่าไม่สูญเปล่า ซึ่งทางกรรมาธิการยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับประชาชนที่จะติดตามเรื่องนี้



