บริษัทน้ำมันของรัฐบาลจีนมีบทบาทสำคัญ ต่อการดำเนินนโยบายให้ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลปักกิ่งตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยลดผลกระทบที่จีนได้รับจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
นับตั้งแต่ปี 2561 บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของจีน ได้แก่ ซิโนเปค ปิโตรไชนา และไชน่า เนชันแนล ออฟชอร์ ออยล์ คอร์ปอเรชัน ( ซีเอ็นโอโอซี ) ใช้งบประมาณรวมหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันภายในประเทศ ควบคู่กับการก่อสร้างและสะสมน้ำมันในคลังสำรอง เพื่อปฏิบัติตามเป้าหมายความมั่นคงทางพลังงานของรัฐบาล
นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ปะทุเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา บริษัทเหล่านี้ยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ โดยจำหน่ายเชื้อเพลิงในราคาที่ถูกควบคุม และลดการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ แม้ตลาดเหล่านั้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า
นโยบายดังกล่าวทำให้จีนสามารถหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงรุนแรง แม้เส้นทางนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ แหล่งนำเข้าที่หลากหลาย และกำลังการผลิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานย่อมมีต้นทุนในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากแหล่งน้ำมันบนบกของจีนหลายแห่งมีความซับซ้อนและใช้ต้นทุนในการขุดเจาะสูงกว่าแหล่งน้ำมันในต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทน้ำมันจีนไม่ได้รับผลกำไรพิเศษจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสงคราม มากเท่ากับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของชาติตะวันตก

ข้อมูลจากการประเมินของสื่อหลายแห่ง ซึ่งอ้างอิงเอกสารการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของจีนใช้งบลงทุนภายในประเทศประมาณ 343,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 11.34 ล้านล้านบาท ) เทียบกับการลงทุนในต่างประเทศเพียงราว 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.85 ล้านล้านบาท )
การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้กำลังผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศของจีนเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับต่ำสุดราว 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปริมาณที่เพิ่มขึ้นมีค่าใกล้เคียงกับราวหนึ่งในสิบ ของการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับของจีน
ขณะเดียวกัน การผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน ช่วยจำกัดความต้องการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ( แอลเอ็นจี ) ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับสูงสุดก่อนการระบาดของโรคโควิด-19
แม้การขุดเจาะบนบกช่วยเพิ่มความมั่นคง แต่ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง บริษัทวิจัยด้านพลังงาน ริสตาด เอนเนอร์จี ประเมินว่า จุดคุ้มทุนเฉลี่ยของแหล่งน้ำมันบนบกปิโตรไชนาและซิโนเปคอยู่ที่ประมาณ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ( ราว 1,818.96 บาท ) สูงกว่าการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานในสหรัฐ ซึ่งมีจุดคุ้มทุนเฉลี่ยราว 37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ( ราว 1,223.66 บาท )
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า แหล่งน้ำมันบนบกของปิโตรไชนาบางแห่งอาจยังขาดทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง แต่บริษัทจำเป็นต้องรักษาระดับการผลิต เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ ขณะที่ซิโนเปคและปิโตรไชนาลงทุนในโครงการที่อาจไม่เกิดขึ้น หากตัดสินใจตามหลักผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศและการห้ามส่งออก เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ยังลดโอกาสทำกำไรของผู้ประกอบการจีนจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง โดยซิโนเปค ซึ่งเป็นผู้กลั่นน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก มีผลขาดทุนจากธุรกิจกลั่นน้ำมันราว 1,800 ล้านหยวนในไตรมาสที่สอง ตามการคำนวณจากเอกสารของบริษัท
แม้ซีเอ็นโอโอซีและปิโตรไชน่ารายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และซิโนเปคทำผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่ราคาหุ้นของบริษัทจีนยังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าบริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่ง นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยหุ้นซิโนเปคที่จดทะเบียนในฮ่องกงปรับลดลงราว 10%
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จากเจ.พี.มอร์แกนมองว่า ภารกิจด้าน “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของบริษัทน้ำมันจีนมีข้อได้เปรียบบางประการ เพราะบริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากคลังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ของประเทศได้ ขณะที่รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อผลประกอบการของภาคธุรกิจ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



