ภายใต้กติกาที่ฝ่ายค้านจำเป็นต้องรวบรวมเสียงให้ได้มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อล้มรัฐบาล ขณะที่ตัวเลขรัฐบาลซึ่งมีเสียงสนับสนุนแข็งแกร่งเกือบ 300 เสียง ย่อมถือไพ่เหนือกว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้ ฝ่ายค้านต่างตระหนักดีว่า เป้าหมายสูงสุดของการเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่การชี้วัดผลแพ้ ชนะ ผ่านการนับมือโหวตในสภา แต่คือการช่วงชิง สร้างกระแสมวลชน ขยายผลไปที่องค์กรอิสระ และศาล สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสถานะของคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลในระยะยาว รุนแรงกว่าการลงมติ และการตรวจสอบตามกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ
“พรรค ปชน.” ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ได้วางแผนและใช้ยุทธศาสตร์การเซาะกร่อนความน่าเชื่อถือ มอบหมายให้ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ เป็นแม่ทัพในการชำแหละการทำงานของรัฐบาล ล็อกเป้าหมายหลักไปที่ นายกฯ และ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
การอภิปรายครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การเปิดแผลโครงการขนาดใหญ่ เช่น ข้อครหาความไม่โปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport คดีฮั้ว สว. และทุจริตมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น เป็นต้น ฝ่ายค้านประเมินว่าแม้จะไม่สามารถเอาชนะด้วยเสียงโหวต แต่การนำเสนอข้อมูลที่สร้างความคลางแคลงใจต่อสาธารณชน จะกลายเป็นบาดแผลสะสมที่บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาล
ขณะที่การต่อสู้ระหว่างสองขั้วหลักกำลังดำเนินไป “พรรคกล้าธรรม” ภายใต้การนำของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้แสดงบทบาทตัวแปรที่น่าจับตามอง อย่างเช่น สส. ทั้ง 48 คนของพรรค ลงมติงดออกเสียงในวาระพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แทนที่จะโหวตไม่เห็นด้วยตามแนวทางของฝ่ายค้าน ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนว่าสยบยอมต่อ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” แล้ว แถมยังทอดสะพานเปิดช่องทางสำหรับการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต โควตารัฐมนตรีที่ยังว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง ทำให้ “พรรคกล้าธรรม” ยังมีความหวัง
ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลก็สามารถใช้ประโยชน์จาก “พรรคสีเขียว” เป็นเครื่องมือทางอ้อมในการรักษาสมดุลและกดดันกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคตัวเอง ที่ส่งสัญญาณเรียกร้องการปรับ ครม. รวมถึง “พรรคเพื่อไทย” หากเกิดความขัดแย้งในการบริหารจัดการผลประโยชน์ได้อีกด้วย
ขณะที่โหมดการโต้กลับ รัฐบาลได้เตรียมแผนโต้กลับด้วยการดิสเครดิตเพื่อลดทอนความชอบธรรมของ “พรรคส้ม” โดยมุ่งเป้าไปที่การเปิดประเด็นตรวจสอบย้อนกลับ เริ่มจากการหยิบยกข้อกังขาเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 67 โดยดึงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “พรรค ปชน.” กลุ่มภาคประชาสังคมอย่าง “iLaw” และ “สว.ประชาชน” ว่าฮั้ว สว. และทำเป็นขบวนการเช่นกัน
ยังเตรียมขยายผลเปิดแผล สส.ส้ม เป็นรายบุคคล โดยใช้กระทรวงยุติธรรมเป็นหัวหอก เช่น กรณี “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษอาจมีคำสั่งฟ้องอัยการในคดีฟอเร็กซ์ ในช่วงเดือน ก.ย. นี้ และเรื่องนอมินีทุนต่างชาติของ “สุชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต พรรค ปชน. ที่มีกำหนดการให้มาชี้แจงวันที่ 7 ก.ย. ซึ่งการโจมตีกลับในประเด็นความโปร่งใสส่วนบุคคลนี้ มุ่งหวังที่จะทำลายวาทกรรมความซื่อสัตย์สุจริตที่ “พรรคส้ม” ใช้เป็นจุดขายมาโดยตลอดให้ทลายลง
ท้ายที่สุด เมื่อวาระการลงมติมาถึง เสียงไว้วางใจของฝ่ายรัฐบาลคงผ่านไปได้ ด้วยเสียงหนุนเกือบ 300 เสียง และเสียง “พรรคเขียว” เป็นกองหนุน แต่ทว่าผลลัพธ์ของศึกอภิปรายครั้งนี้ ต้องดูว่าจะทิ้งร่องรอย และบาดแผลใหญ่ทางการเมืองไว้ให้ฝ่ายค้านเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลต่อไป เพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลง หรือรอให้มีปัจจัยแทรกในอนาคต



