บรรดาตัวการใหญ่ กรรมการบริหารพรรคการเมืองดัง รวมถึงกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ที่ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยรอดหมด

คดียังไม่จบง่ายดาย เพราะ กลุ่ม สว.สำรอง และ พรรคฝ่ายค้าน พาเหรดเดินหน้ายื่นฟ้องเอาผิด กกต. ตาม มาตรา 157  เมื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเล่นงาน ขบวนการฮั้ว จึงกลายเป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย

ผลลัพธ์ของมติ กกต. เมื่อจับได้แค่ปลาตัวเล็ก ๆ ไม่สามารถเล่นงาน กลุ่มปลาใหญ่ หลายฝ่ายเริ่มมองตรงกันว่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ถือว่าขบวนการฮั้ว ทะลวงด่านจาก ระบบเลือกกันเอง ตามรัฐธรรมนูญ 60 เข้าสู่สภาสูงได้ประสบผลสำเร็จ

ประเดิมโบนัสก้อนแรก ค่าตอบแทนจากเงินภาษีประชาชน ต่อ สว. 1 คน ค่าตอบแทน  113,560 บาท/เดือน และทีมคณะทำงานประจำตัว 8 คน รวม 129,000 บาท/เดือน ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน, ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน และผู้ช่วยดำเนินงาน 5 คน  เฉพาะค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อ สว. 1 คน พร้อมทีมงาน 8 คน ต้องใช้เงินภาษีตกเดือนละ 242,560 บาท หรือ 2.91 ล้านบาทต่อปี (ยังไม่นับรวมสวัสดิการเบี้ยประชุม ค่าเดินทางและค่ารักษาพยาบาลอีก)

อีกทั้งยังสร้างโชคใหญ่ มอบงานและเงินทองให้บรรดาวงศาคณาญาติคนใกล้ชิด เครือข่ายหัวคะแนน ขบวนการช่วยฮั้ว ได้เข้ามาเป็นคณะทำงาน สว. ยิ่งหากอยู่ทำงานยาวๆ 5 ปี รับเงินเดือนผลประโยชน์ตอบแทนแบบยกแผง นอกจากนี้ สว.ยังมีอำนาจทั้งตรวจสอบการทำงานรัฐบาล,พิจารณากฎหมาย, รวมถึงลงมติรับรองผู้จะมาเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ (กกต.-ป.ป.ช.-ขรก.ระดับสูง)

การกระทำเข้าข่าย อาชญากรรมทางประชาธิปไตย ในลักษณะการรวมหัววางแผนฮั้ว ลงคะแนนเลือกกันเอง แบบอาศัยช่องโหว่กฎหมายเช่นนี้ คงหาได้ยากในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยกเว้นในเมืองไทยเพราะแค่เริ่มต้นก็ไม่สุจริตแล้ว เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำงานย่อมมีการถอนทุนคืนแน่นอน

หากเป็นต่างประเทศไม่ว่าจะ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ กรณีตรวจสอบเจอเช่นนี้ นอกจากจะมีบทลงโทษอย่างรุนแรงและฉับไวอย่างยิ่งแล้ว ยังตัดสิทธิทางการเมืองเด็ดขาด ไปจนสืบยึดทรัพย์ขบวนการเกี่ยวข้องทั้งหมด มองว่าการร่วมมือกันแทรกแซงหรือฉ้อโกงผลการเลือกตั้ง ถือเป็นความผิดระดับความมั่นคงแห่งชาติ

ที่สำคัญอาจถึงขั้นล้มทั้งกระดาน สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะรวมหัวกันทุจริตเป็นขบวนการใหญ่!!

แต่ในไทย ระยะเวลาเกือบ 2 ปี กกต.ทำได้เพียงชี้มูลส่งฟ้องศาลได้เพียงหางแถว สว. 26 ราย ส่วน ตัวการใหญ่-ขบวนการ ลอยนวล ฮั้ว สว. กำลังจะกลายเป็น ตราบาป ในวงการเมืองไทย นอกจากจะทลายเกราะป้องกันการทุจริตเข้าไปในสภา ยังเปรียบเสมือน หนังสือค้ำประกันความคุ้มค่า ให้บรรดานายทุนนักธุรกิจการเมืองที่ต้องการกอบโกยผลประโยชน์

ฮั้ว สว. ครั้งประวัติศาสตร์ จะเป็นกรณีศึกษาให้ลูกหลานคนรุ่นหลังได้มองเห็นหลายมิติ โดยเฉพาะประเด็นนับจากนี้ ทั้งเรื่อง การพิสูจน์ขบวนการทุจริต ที่ได้วิวัฒนาการพัฒนาไปตามยุคสมัยใหม่ สลับซับซ้อนแยบยล จนเข้าไปครอบงำสภาสูงได้แบบเบ็ดเสร็จ รวมไปถึงมิติ การจะลุยเอาผิด ม.157 หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลการเลือกตั้งจะสำเร็จหรือไม่

หากระบบการสรรหาและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย ไม่อาจเล่นงานขบวนการฮั้ว สว. ได้แบบขุดรากถอนโคนจริง ๆ!  ในอนาคตสภาสูงที่ทรงเกียรติ คงเป็นที่หมายตา การลงทุนของ กลุ่มนักธุรกิจการเมือง-เครือข่ายฮั้ว นอกจากได้เงินคืนทุนแล้ว ยังกุมอำนาจทั้งหมดมารวมไว้ แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าสุดคุ้มค่าได้อย่างไร?.

เชิงผา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่