สำหรับโครงการ “ต้นไม้มรดกกรุงเทพมหานคร” หรือ “Bangkok Heritage Trees” ถูกประกาศออกมาจาก กทม. ก็เรียกเสียงเฮจากบรรดาคนรักต้นไม้ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วย “เซฟชีวิตต้นไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า” หรือต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุหลายสิบปีได้แล้ว ยังอาจ “ลดข้อพิพาท” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนได้อีกทางด้วย…

ที่มักมีปัญหากระทบกระทั่งกันเรื่อย ๆ

จากกรณีการ “ตัด–กุด–โค่น” ต้นไม้ทิ้ง

ทำให้นโยบายใหม่นี้มีเสียงตอบรับอื้อ

ส่วนเหตุผลที่ว่า… ทำไมแนวคิดนี้ถึงซื้อใจคนกรุงเทพฯ ได้ สำหรับคำตอบนั้นก็คือ เพราะต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่มเงาบังแดด แต่คือทรัพยากรที่มีคุณค่าและความโดดเด่น ทั้งในแง่ของความสวยงามและความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้น โดยเฉพาะ “ความผูกพันที่ชุมชนมีต่อต้นไม้” จึงเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ โดยสำหรับรายละเอียดของโครงการ “ต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ” นั้น ก่อนหน้านี้ทางผู้บริหารของ กทม. ให้ข้อมูลว่า… โครงการในระยะแรกนี้จะมุ่งเน้นไปที่ “การให้คุณค่ากับต้นไม้เก่า” และ “ต้นไม้เดิม” ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมองว่า… ต้นไม้คือทรัพย์สินที่มีค่าของเมือง

นอกจากนี้แนวคิดใหม่นี้ของกทม. ยังเป็นการ “ลดช่องว่าง” และ “แก้ปัญหาความขัดแย้ง” ระหว่าง “คนตัดต้นไม้“ กับ “คนรักต้นไม้“ ที่เรื้อรังมานาน รวมไปถึงเพื่อ “แก้ปัญหาการตัดแต่งผิดวิธี” จนทำให้ต้นไม้ใหญ่ต้องยืนต้นตาย ซึ่งปัญหาที่สะสมมานานเหล่านี้ กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบผ่านโครงการใหม่ล่าสุดนี้ของกทม. …เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขป

ว่าด้วยกฎใหม่ของ กทม. เกี่ยวกับต้นไม้

ที่เน้นรักษาต้นไม้เดิมมากกว่าปลูกเพิ่ม

แล้ว “เกณฑ์การขึ้นทะเบียน” เพื่อเป็นต้นไม้มรดกของเมืองกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร? หรือต้นไม้จะต้องมีลักษณะอะไรจึงจะเข้าเกณฑ์นี้บ้าง ซึ่งแม้จะยังไม่มีการระบุออกมาชัดเจนตอนนี้ แต่ก็มีแนวทางกว้าง ๆ ไว้ “4 องค์ประกอบเบื้องต้น” ดังนี้… มิติแรก “ด้านกายภาพและชีววิทยา” เกณฑ์นี้จะพิจารณาจาก… ขนาดความสูง ความกว้างของทรงพุ่ม ความสมบูรณ์ของต้นไม้ อายุที่ยาวนาน และลักษณะทางสรีรวิทยาที่โดดเด่น แตกต่างจากต้นไม้สายพันธุ์เดียวกัน, มิติที่สองคือ “ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม” โดยเกณฑ์นี้จะพิจารณาจาก… คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้บางต้นเปรียบเสมือนพยานทางประวัติศาสตร์ มีความผูกพันกับชุมชน เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ หรือเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเก่าแก่ ซึ่งเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในอดีตเหล่านี้ ถือเป็นอัตลักษณ์ของย่านที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้

ส่วนมิติที่สามจะเน้นไปที่ “ด้านความหายากและพฤกษศาสตร์” โดยที่จะเข้าเกณฑ์พิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนนั้นจะดูจาก… เป็นต้นไม้ที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หรือ มีลักษณะทางพันธุกรรมที่หายาก ที่สมควรได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ เพราะมีคุณค่าต่อการศึกษาวิจัยทางพฤกษศาสตร์ หรือช่วยรักษาสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพให้ระบบนิเวศเขตเมืองหลวง และมิติสุดท้าย “ด้านคุณค่าทางนิเวศวิทยาเมือง” เป็นการประเมินจาก… ประโยชน์สาธารณะที่ต้นไม้มอบให้กับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการให้ร่มเงา การช่วยลดอุณหภูมิ การทำหน้าที่เป็นเครื่องฟอกอากาศ อาทิ ดักจับฝุ่นพิษ PM 2.5 ไปจนถึงการเป็นแหล่งพักพิงและแหล่งอาหารของสัตว์ในเมือง เช่น นกและกระรอก …นี่เป็น “4 เกณฑ์พิจารณา” กว้าง ๆที่อาจจะนำมาใช้พิจารณาขึ้นทะเบียนต้นไม้ เพื่อยกระดับต้นไม้ต้นนั้นให้มีฐานะเป็น “มรดกของเมือง”

อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดนี้จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนกรุงเทพฯ แต่ในการปฏิบัติจริงนั้นเรื่องนี้ยังคงทำให้เกิดคำถามตามมา โดยเฉพาะจาก “ความท้าทายใหญ่” และ “ปัญหาหลัก” ที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลคือ “วิกฤติด้านบุคลากร” โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง “รุกขกร” และ “ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพบนต้นไม้” ที่ปัจจุบัน กทม. มีกำลังหลักที่เป็นรุกขกรวิชาชีพเพียง 36 คนเท่านั้น และมีจำนวนผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้ที่มีทักษะตรงสายงานเพียงแค่ 4 คน ซึ่งถือว่า… น้อยมากเมื่อเทียบกับต้นไม้ใหญ่ที่กระจายตัวอยู่แทบทุกมุมถนนและทุกตรอกซอกซอยของกรุงเทพฯ จนอาจเป็น “ช่องโหว่” ทำให้โครงการฯ สะดุดลง

นอกจากปัญหาดังกล่าว ยังมีสิ่งที่คนรักต้นไม้หลายคนกังวลใจ นั่นก็คือ เมื่อมีกฎหมายอนุรักษ์บังคับใช้มักจะตามมาด้วย “ปรากฏการณ์ตัดต้นไม้ก่อนถูกขึ้นทะเบียน” เหมือนที่เคยปรากฏในหลาย ๆ ประเทศ จากการที่เจ้าของที่ดินกลัวจะมีความผิดทางกฎหมาย หรือไม่อยากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายการบำรุงดูแลรักษา หากต้นไม้ของตนถูกประกาศเป็นมรดก จนอาจกระตุ้นให้เกิดการ “ชิงตัดโค่นต้นไม้ทิ้ง” ที่เรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของ กทม.

อรยา สูตะบุตร

ทั้งนี้ จากข้อกังวลใจที่เกิดขึ้น “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จึงสอบถามกับทาง อรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Big Trees ที่ปัจจุบันเป็นมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Foundation) ซึ่งสะท้อนเรื่องนี้ว่า… หลังจากทางกทม. ประกาศเรื่องนี้ออกมา กระแสสังคมในโซเชียลมีเดียก็ตอบรับเรื่องนี้อย่างท่วมท้น ซึ่งสะท้อน “ความตื่นตัวของประชาชน” ในการปกป้องทรัพยากร และความตื่นตัวนี้เองที่เปลี่ยนเป็น “แรงกดดันสำคัญ” ที่ช่วยรักษาชีวิตให้ต้นไม้ใหญ่ได้มากมายหลายต้น จากการที่พลังโซเชียลทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา ช่วยสอดส่องดูแล จนทำให้ปัญหาการแอบตัดต้นไม้ หรือแต่งกิ่งแบบผิดวิธี ซึ่งมีแนวโน้มปัญหาลดลงไปเรื่อย ๆ

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เพิ่มเติมว่า… การที่ประชาชนมีความกระตือรือร้นในการปกป้องต้นไม้ในเมืองมากขึ้น ส่งผลให้มีภาคีเครือข่ายที่ทำงานนี้เพิ่มขึ้นหลายกลุ่ม แม้จะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็ทำงานร่วมกัน อาทิ การแจ้งพิกัดต้นไม้ หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนเมื่อพบเห็นความผิดปกติในพื้นที่ โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ระบบราชการต้องปรับตัวตามไปด้วย เช่น เวลาที่บางเขตมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญก็มักจะแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังส่วนกลางเพื่อขอคำแนะนำการตัดแต่งต้นไม้ เพื่อลดแรงต้านจากสังคม ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะเจ้าหน้าที่ลดการใช้ดุลยพินิจของตัวเอง อย่างไรก็ดี ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวกับการ “ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ” ที่อาจเป็น “คอขวด” ทำให้นโยบายนี้ทำได้ไม่เต็มที่เช่นกัน อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นเรื่องจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตอนนี้ กทม. และเครือข่ายก็มีความพยายามในการ “อุดช่องว่าง” ด้วยการ จัดฝึกอบรมเพื่อผลิตบุคลากรใหม่ เปิดรับรุกขกรจากต่างจังหวัด และ มีแนวคิดดึงหน่วยงานภายนอก เข้ามาช่วยสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนไปก่อน

“แม้จะมีความกังวลบางเรื่อง แต่โครงการนี้ก็สะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ที่อาจจะเป็นโมเดลการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ ที่อนาคตอาจจะถูกนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวควบคู่ไปพร้อมกับการช่วยลดประเด็นดราม่าเกี่ยวกับการตัดต้นไม้ในเมืองแบบผิดวิธี”

ที่นอกจากจะช่วย “เซฟต้นไม้ใหญ่” แล้ว

ยัง “ลดข้อพิพาท” ของ “คนกับคน” ด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์