บทเรียนในอดีตช่วงปี 60-64 มีการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบก้าวกระโดด จนราคาบุหรี่เกินกำลังซื้อของผู้บริโภคไปมาก ผลักให้ผู้สูบหันไปซื้อ “บุหรี่เถื่อน” มากขึ้น! จนปริมาณบุหรี่ถูกกฎหมายที่ชำระภาษีลดลงตามมา รายได้จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่ลดลงเรื่อย ๆ ประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท/ปี หรือร้อยละ 31
ขณะที่ปี 60 ประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ทุกประเภท (บุหรี่โรงงาน ยาเส้น และบุหรี่อื่นๆ ) ประมาณ 10.7 ล้านคน ต่อมาปี 64 ผู้สูบบุหรี่ลดลงเหลือ 9.9 ล้านคน และปี 67 สำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าผู้สูบบุหรี่ทุกประเภทมีจำนวน 9.8 ล้านคน สะท้อนว่าการปรับขึ้นอัตราภาษี ไม่ได้ส่งผลให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง
มาถึงปี 69 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข บอกว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังศึกษาและพร้อมเดินหน้านโยบายกำหนด “ปีเกิด” ผู้ที่ห้ามซื้อบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกชนิด (Nicotine-Free Generation) จะช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่ พร้อมจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) และชาวไร่ยาสูบซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายนี้ด้วย
Nicotine-Free Generation (NFG) ถูกมองว่าเป็นนโยบาย “สุดโต่ง” หรือไม่? เพราะแนวคิดกำหนดให้บุคคลที่เกิดหลังปี 55 (หรือผู้มีอายุ 14 ปี ณ ปัจจุบัน) ไม่มีสิทธิซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินได้ตลอดชีวิต โดยครอบคลุมทั้งบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน ถุงนิโคติน ซิการ์ และผลิตภัณฑ์นิโคตินอื่นๆ แม้จะบรรลุนิติภาวะ หรืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วก็ตาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดนักสูบหน้าใหม่ ป้องกันเยาวชน ลดปัญหาสุขภาพจากการสูบบุหรี่ และภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลในการดูแลผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ในระยะยาว
อ้าว! ทุกวันนี้มีมาตรการพื้นฐานอยู่แล้ว คือ การจำกัดอายุผู้ซื้อขั้นต่ำที่ 20 ปีบริบูรณ์ แต่เด็กและเยาวชนยังเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างแพร่หลาย ทั้งจากร้านค้า ช่องทางออนไลน์ และ “สินค้าเถื่อน” โดยตัวเลขการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายพุ่งขึ้นจาก 25% ในปี 68 เป็น 28% เมื่อเดือนมี.ค.69 ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคน จาก 8 หมื่นคนเมื่อปี 64 ดังนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการกำหนด “ปีเกิด” จะบังคับใช้ได้จริง!
ไหนจะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มชาวไร่ยาสูบประมาณ 25,000 ครอบครัว และยาเส้นประมาณ 1,700 ครอบครัว,รายได้ภาษีของภาครัฐลดลง,ร้านค้าโช่ห่วยเสียรายได้จากการขายบุหรี่ แต่ต้องมีภาระในการตรวจบัตรประชาชน หรืออาจต้องลงทุนเพิ่มในการติดตั้งอุปกรณ์ และผู้สูบบุหรี่มีข้อกังวลเรื่องการจำกัดเสรีภาพ,ต้องแสดงบัตรประชาชน สุดท้ายมีความเสี่ยงในการ “รับจ้างซื้อ” และ “ลักลอบจำหน่าย”
ที่สำคัญการเร่งดำเนินนโยบาย Nicotine-Free Generation (NFG) ถูกมองว่ามีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า? เนื่องจากมีการพูดถึงการจัดซื้อเครื่องจำหน่ายบุหรี่ (vending matchine) ตรวจสอบบัตรประชาชน–ตู้จำหน่ายบุหรี่อัตโนมัติ เพื่อให้ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบประมาณ 5 แสนร้านค้า ต้องนำไปใช้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประเด็นการพัฒนาที่ดินทำเลทอง ย่านคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่ของการยาสูบฯ เข้ามาอยู่ในบริบทเดียวกันด้วย
แต่ถ้ายังไม่เคลียร์ประเด็นต่างๆในข้างต้นให้สังคมรู้สึกสบายใจ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขควรพิจารณาว่า 1.นโยบายควบคุมยาสูบในปัจจุบันมีความเข้มงวดมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกนโยบายใหม่ แต่ควรบังคับใช้กฎหมายปัจจุบันให้ได้มากที่สุด 2.ควรมีแนวทางการแก้ปัญหา “บุหรี่เถื่อน” ในภาคใต้และจังหวัดชายแดนอย่างจริงจัง! เป็นรูปธรรม ก่อนจะดำเนินมาตรการ Nicotine-Free Generation
3.รับฟังความคิดเห็นจากชาวไร่ยาสูบ ร้านค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบก่อน 4.ควรพิจารณามาตรการอื่น ๆ เช่น การให้ทางเลือกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทดแทนการสูบบุหรี่ ที่มีงานวิจัยว่าได้ผลในการช่วยลดอันตรายให้กับผู้สูบบุหรี่ได้จริง เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการออกนโยบายดังกล่าว!!.
พยัคฆ์น้อย



