จากการรายงานข่าวว่า แฮกเกอร์ใช้ AI โจมตีการเงินทั่วโลก อย่างน้อยใน 7 ประเทศ เข้าเจาะระบบธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์และแพลตฟอร์มการเงิน ทำให้เกิดความกังวลว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบภัยคุกคามระบบการเงินโลกที่ทุกคนต้องระวัง

ตัวอย่างภัย AI แฮกเกอร์โจมตีระบบการเงินทั่วโลก เช่น

1.เกาหลีใต้: มีการกล่าวอ้างว่าแฮกเกอร์ใช้เครื่องมือ AI เจาะระบบบริษัทการเงินอย่างน้อย 7 แห่ง ส่งผลให้ข้อมูลประชาชนราว 68,000 คนรั่วไหล

2.ลาตินอเมริกา: กลุ่มแฮกเกอร์ถูกกล่าวหาว่าใช้ AI Agent โจมตีเป้าหมายมากกว่า 400 แห่ง รวมถึงธนาคารและบริษัทชำระเงิน

3.อิตาลี: มีรายงานว่ามิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงผู้บริหารธนาคารร่วมกับข้อความ WhatsApp หลอกให้โอนเงินถึง 95 ล้านยูโร โดยอ้างว่ายังติดตามเงินไม่ได้อีก 36 ล้านยูโร

4.อินเดีย: มีการกล่าวอ้างว่าสถาบันปล่อยสินเชื่อรายย่อยสูญเงินราว 31 ล้านดอลลาร์ จากการปลอมข้อมูลเข้าสู่ระบบและสร้างสินเชื่อเทียม

5.ตลาดคริปโต: มีข้อกล่าวอ้างว่า Bitget สูญเสียสินทรัพย์ 351 ล้านดอลลาร์จากการโจมตีกระเป๋า Hot Wallet โดยสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ

6.ญี่ปุ่น: มีรายงานว่าระบบซื้อขายสกุลเงินของ GMO Internet ถูกโจมตี และผู้ก่อเหตุเรียกค่าไถ่เป็นคริปโตมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์

7.ออสเตรเลีย: มีคำเตือนว่าการโจมตีไซเบอร์ด้วย AI อาจคุกคามเงินออมเพื่อการเกษียณมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

คำเตือนสำคัญจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกรายงานเตือนภัยไซเบอร์ยุค AI ในภาคการเงิน โดยชี้ประเด็นความเสี่ยงสำคัญไว้ดังนี้

  • ย่อเวลาการโจมตี: AI ช่วยบีบระยะเวลานับตั้งแต่แฮกเกอร์เจอช่องโหว่ไปจนถึงการลงมือโจมตีให้เหลือเพียงไม่กี่นาที ทำให้มาตรการป้องกันแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ทัน
  • ความเสี่ยงเชิงระบบ: เนื่องจากสถาบันการเงินทั่วโลกพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน ซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการคลาวด์เจ้าเดียวกัน หากจุดใดจุดหนึ่งถูกเจาะด้วย AI ความเสียหายจะแพร่กระจายไปยังระบบการเงินทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
  • วิกฤติความเชื่อมั่น: ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเงิน แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการต่อระบบชำระเงินดิจิทัลและตลาดการเงิน

แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชน

1.ใช้หลัก “ตั้งสติ-ตรวจสอบ-ไม่โอนทันที”

  • สงสัยไว้ก่อนเมื่อเจอเหตุฉุกเฉิน: หากได้รับสายโทรศัพท์ วิดีโอคอล หรือข้อความจากคนรู้จัก ปรับทุกข์ ขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ/ธนาคาร ห้ามโอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด
  • วางสายแล้วติดต่อกลับด้วยตนเอง: ตัดสายเดิมทิ้ง แล้วโทรศัพท์หาคนรู้จักผู้นั้นด้วยเบอร์โทรศัพท์ปกติ หรือติดต่อหน่วยงานผ่านเบอร์ Call Center อย่างเป็นทางการที่หาเอง (ห้ามกดเบอร์ที่มิจฉาชีพส่งมาให้)

2.ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล

  • ระวังการโพสต์คลิปวิดีโอและเสียงบนโซเชียลมีเดีย: การเปิดเผยคลิปวิดีโอ หรือคลิปเสียงสั้นๆ ของตนเองและครอบครัวแบบสาธารณะ จะกลายเป็นวัตถุดิบให้มิจฉาชีพนำไปใช้ฝึกโมเดล AI เพื่อสร้าง Deepfake ปลอมเสียงหรือใบหน้า
  • ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ: เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด เลขบัญชีธนาคาร หรือเบอร์โทรศัพท์ บนพื้นที่สาธารณะออนไลน์

3.ยกระดับการปกป้องบัญชีการเงินและโซเชียลมีเดีย

  • ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากและไม่ซ้ำกัน: ใช้รหัสผ่านที่มีความยาว และเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) ผ่านแอปพลิเคชัน Authenticator บนทุกบัญชีสำคัญ
  • ตั้งวงเงินและเปิดการแจ้งเตือนธุรกรรม: กำหนดวงเงินการโอนเงินต่อวันในแอปพลิเคชันธนาคารให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง และเปิดระบบแจ้งเตือนการทำธุรกรรมผ่าน SMS หรือ LINE/App Notification เพื่อให้รู้ตัวทันทีที่มีเงินออกจากบัญชี

4.ใช้งานช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น

  • ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Store เท่านั้น: ดาวน์โหลดจาก Google Play Store หรือ App Store เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการคลิก Link APK จากข้อความ SMS อีเมล หรือแชตแปลกหน้า
  • ไม่คลิกลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่รู้จัก: ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีนโยบายยกเลิกการส่งลิงก์แนบใน SMS แล้ว หากพบ SMS พร้อมลิงก์ให้สงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพทันที

5.ติดตามข่าวสารและรายงานเหตุทันที

  • อัปเดตรูปแบบกลโกงสม่ำเสมอ: ติดตามข่าวสารภัยไซเบอร์จากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.)
  • แจ้งอายัดบัญชีและแจ้งความอย่างรวดเร็ว: หากตกเป็นเหยื่อ ให้รีบติดต่อศูนย์รับแจ้งเหตุภัยทางการเงินของธนาคารทันที (สายด่วน AOC 1441) เพื่อทำการระงับบัญชีมิจฉาชีพและแจ้งความดำเนินคดีออนไลน์