วันนี้ (29 ต.ค.) ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ  “เดลินิวส์” ได้จัดงานเสวนา Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ Climate Ready 2027 : โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม ซึ่งได้เปิดวงเสวนา READY OR NOT? “โลกเปลี่ยน แล้วเราพร้อมหรือยัง?” จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญชื่อดัง ประกอบด้วย ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย , นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม (LACO)  และ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมเสวนา 

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม (LACO)   กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยเมื่อเกิดวิกฤติหรือภัยพิบัติ คือ ความตื่นตัวแค่ระยะสั้น โดยทุกฝ่ายจะตื่นตัวเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุ แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติก็จะกลับเข้าสู่แบบเดิม และขาดการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะมีแผนการดำเนินงานหรือกรอบความร่วมมือระดับสากล เช่น การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) รวมถึงมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติจริง การบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันยังคงเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ โดยต่างคนต่างทำงาน ขาดความเป็นเอกภาพ

ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิต ปากท้องประชาชน และความเสียหายในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก มีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปรับปรุงและพัฒนาใน 2 ประเด็นหลัก คือ การสร้างฐานข้อมูลกลาง โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำเหนือ เขื่อน และจุดสำคัญทั่วประเทศเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถดึงข้อมูลไปใช้บริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที และ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีความแม่นยำสูงโดย ดึงเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ และสร้างระบบเตือนภัยที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตัดขาดทางการสื่อสารเหมือนในอดีต

“ภาคเอกชนมองว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติไม่ควรใช้วิธีการบริหารแบบเดิม แต่จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็น เจ้าภาพหลัก ในการทำงานเชิงรุก ร่วมกับท้องถิ่น อาทิ อบจ. อบต. และเทศบาล รวมถึงการดูแลเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการอย่างครอบคลุม เนื่องจากวิกฤติธรรมชาติหลังจากนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม วิกฤติสภาพภูมิอากาศ มีความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) แทนการขายเพียงวัตถุดิบแบบดั้งเดิม

“ ในปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในภาคเกษตรยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดหย่อม หรือ เอสเอ็มอี รวมถึงเกษตรกรรายย่อยที่ดำเนินการในรูปแบบดั้งเดิม ประกอบกับสังคมเกษตรกรเริ่มประสบปัญหาโครงสร้างอายุ โดย คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ย้ายเข้าทำงานในเมือง ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กยังขาดความพร้อม ด้านทุน วิจัย และงบประมาณในการทำแผนโรดแมปด้านความยั่งยืน (ESG Roadmap) เมื่อเทียบกับองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมสูงกว่า

“จากความท้าทายดังกล่าว จึงอยากสนอแนะว่า ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องควรเร่งสร้างแนวทางเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการรายเล็ก  เอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ กับหน่วยงานนวัตกรรม และองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา ซึ่งมีอาจารย์และนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อดึงงานวิจัยและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้จริงในภาคธุรกิจและภาคเกษตร โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นเฉพาะหน้าที่ขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น

นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า  ในมุมมองของการปรับตัวในยุคที่มีความเสี่ยงทั้งภัยธรรมชาติ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือ ซูเปอร์เอลนีโญ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับวิธีคิดจากการ ตามแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติ  มาเป็นการ มองหาโอกาสท่ามกลางวิกฤติ โดยพบว่าผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งกลุ่ม Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha ตลอดจนประชาชนทั่วไป มีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างชัดเจน ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะหรือสวนสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัว ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตในยุคที่มีความไม่แน่นอนสูง 

ขณะที่ในส่วนภาครัฐ ต้องงย่อยข้อมูลทางวิชาการหรือภัยพิบัติให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนและผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เพื่อปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตได้อย่างเท่าทัน

อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนและภัยพิบัติทางธรรมชาติของภาคธุรกิจ  นั้น ผู้ประกอบการเอกชน ได้เตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงจากการปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น การนำเข้าเม็ดพลาสติกและสารเคมีสำหรับบรรจุภัณฑ์ (Packaging) จากพื้นที่ตะวันออกกลางที่มีต้นทุนสูงขึ้น ภาคธุรกิจจึงควรกระจายความเสี่ยง โดยเน้นความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ ด้วยการหันมาใช้ “Local Sourcing” หรือการใช้วัตถุดิบในพื้นที่และสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นทดแทนการนำเข้า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งแล้ว ยังสอดรับกับการแก้ปัญหาโลกร้อนและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน อีกด้วย  นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากในอดีตที่นิยมสินค้าแบรนด์ระดับโลก (Global Brand) มาสู่การให้คุณค่ากับสินค้าที่มีเรื่องราวและใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ชัดเจน เช่น การระบุแหล่งที่มาจากหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ

“วิกฤตที่เกิดขึ้นมองว่า จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยจากเดิมที่เน้นขายปริมาณ เปลี่ยนมาเป็นเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการนำเทคโนโลยี เกษตร 4.0  เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย เช่นเดียวกับโมเดลเกษตรกรรมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยสามารถตั้งราคาขายได้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน”