วันที่ 29 ต.ค. 69 ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ “เดลินิวส์” ได้จัดงานเสวนา Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ Climate Ready 2027 : โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาหัวข้อ พลังงานไทย 2027 พร้อมแค่ไหน? ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้คนไทย
นายเอกนัฏ ระบุว่า โจทย์สำคัญเรื่อง Climate Change การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าพลังงานสูง
[ ยกตัวอย่างหลายประเทศการรับมือของประเทศต่างๆ ]
- สหรัฐอเมริกา มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยยอมลดความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อผลิตพลังงานจากถ่านหินให้ได้ราคาถูกที่สุด
- ยุโรป รักษาพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เร่งผลิตพลังงานสะอาด แต่ได้เพิ่มต้นทุนพลังงานหมุนเวียนสูง ส่งผลให้ภาคธุรกิจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน และกระทบกับเศรษฐกิจ
- สาธารณรัฐประชาชนจีน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (Resilience) โดยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ
- จุดยืนของไทย ประเทศไทยเลือกเดินหน้าตามเป้าหมาย Net Zero โดยใช้พลังงานสะอาดเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาวพร้อมกัน
สำหรับในเรื่องไฟสะอาด และ Climate Change เป็นตัวเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และแก้ปัญหาความมั่นคงพลังงาน ในเรื่องการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่า 90% และใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถึงกว่า 60% ซึ่งก๊าซดังกล่าวมาจากอ่าวไทย 50-60% นำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% และที่เหลือ 30% มาจากการนำเข้า
นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

[ ตัดต้นทุนทิพย์ ]
นายเอกนัฏ กล่าวว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน คือเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ประกาศตัดต้นทุนทิพย์ออกจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ผูกเอาต้นทุน เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมันสำเร็จรูปเสมือนว่านำเข้ามาจากสิงคโปร์ แต่ความจริงในไทยมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ
“การตัดต้นทุนทิพย์ออกจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงสิงคโปร์ ผูกกันมาตั้งแต่ปี 47 ทั้งที่เรามีโรงกลั่นในประเทศ ผลิตได้เกิน 100% แต่กลับบวกค่าขนส่งมาเสมือนนำเข้า ถ้าไม่เจอวิกฤติไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้ตัดออกหรือไม่ นี่คือการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นประโยชน์”
[ จังหวะดี-เหมาะสมสุด ]
รมว.พลังงาน ระบุว่า ถ้าเราสามารถเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเดิมฟอสซิล ไปสู่พลังงานสะอาดได้ เราไม่ใช่ได้แค่เรื่องการแก้ปัญหา Climate Change เรื่องเดียว แต่จะได้เรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและลดต้นทุนไปในทางเดียวกันด้วย
“จึงมั่นใจว่าประเทศไทยในยุคนี้ ในจังหวะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนพลังงานและถ้ารับผิดชอบในเวลานี้ Reward ผลตอบแทน ก็คือความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนที่ลดลง”
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเร่งรัดให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ หลังจากที่ประเทศไทยใช้เวลาถกเถียงเรื่องแผน PDP ยาวนานถึง 10 ปี
สำหรับแผนของ PDP จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้นจริงจากปัจจุบันกว่า 20% ขึ้นเป็น 50% ภายใน 10 ปี และเพิ่มสัดส่วนเป็น 65% และสูงสุดถึง 89% ในช่วงถัดไป และดีที่สุดไม่ต้องผลิตคาร์บอนเลย
[ ปรับบทบาท กฟผ. ]
ขณะเดียวกันจะเปลี่ยนบทบาทในอดีตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ให้เน้นการพัฒนาและบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า, ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายอัจฉริยะ โดยกระทรวงพลังงานจะเปิดเสรี Direct PPA อนุญาตให้ผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดสามารถตกลงซื้อขายไฟฟ้ากันได้โดยตรง และยกเลิกการจำกัดโควต้า 2,000 เมกะวัตต์ และขยายผลให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center
ขณะที่ได้ส่งเสริมการผลิตและใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ เช่น ในนิคมอุตสาหกรรม หรือระดับชุมชนหมู่บ้าน (Private Grid) และเนื่องจากภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 40% การเปิดเสรีนี้จะช่วยให้เอกชนเลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดในราคาแข่งขันที่ถูกที่สุดได้เองโดยไม่ต้องผ่าน กฟผ.
“ต่อไป กฟผ. ไม่ต้องไปคิดจัดหาหรือเปิดประมูลโซลาร์แล้วรับซื้อไว้เองเพื่อหาลูกค้า ให้เปิดตลาดซื้อขายตรง Direct PPA ให้ผู้ใช้ไฟเป็นคนเลือกเอง ไม่มีผู้ใช้ไฟรายไหนจะเลือกซื้อไฟที่แพงที่สุดให้ตัวเอง เขาต้องเลือกผู้ผลิตที่ผลิตไฟด้วยคุณภาพที่ดีที่สุดและถูกที่สุด”
[ เปิดประชาชนขายไฟคืน ]
นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงานสะอาด ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน และรัฐอุดหนุน 50,000 บาท โดยเน้นให้ผลิตตรงไหนใช้ตรงนั้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด หากมีไฟฟ้าเหลือจึงขายคืนเข้าระบบผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรอบทั้งหมด 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมขยายระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าคืนจาก 5 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ 20-25 ปี
“ยืนยันในช่วงวิกฤติที่เกิดขึ้น ประเทศไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน เดินหน้าสู่เน็ตซีโร่ ที่มีควารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เน้นไฟสะอาดมากสุดในประวัติศาสตร์ ให้ทุกคนมีส่วนร่วม เป็นธรรม เปิดตลาดเสรี ให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่ถูก และให้บริหารระบบให้มีประสิทธิภาพ”



