ถูกตีความไปต่างๆ นานา หลัง “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี  มอบหมายให้ “นายวิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความ  ยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านศูนย์บริการร่วมของสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยหวังว่า จะมีการตีความแบบกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย พร้อมอ้างว่านายทักษิณ ต้องการล้างมลทินจากข้อกล่าวหา ไปใช้ชีวิตสงบสุข เพราะอายุมากแล้ว ไม่ประสงค์จะยุ่งเรื่องการเมือง และต้องการให้เห็นว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เพื่อประชาชนและประเทศชาติ และเป็นเรื่องที่ล้วน เกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้นนั้น

ถ้าย้อนไปดูร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 69 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดี จากการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 48 ถึง 16 ก.ค. 2568 ได้มีโอกาสลดความขัดแย้ง และกลับมาร่วมกันพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้ มีข้อยกเว้นอย่างชัดเจน โดยไม่ครอบคลุมผู้กระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆ่าหรือพยายามฆ่า ตลอดจนความผิดต่อส่วนตัว ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 3 ที่ระบุว่า ไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดีฐานทุจริตประพฤติมิชอบ ถ้าตีความตามกฎหมาย คงต้องยอมรับ กรณีของ “นายทักษิณ” ทำไม่ได้  เพราะถูกศาลตัดสินความผิดและถูกจำคุก จากคดีทุจริตหลายคดี โดยรวมโทษจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ต่อมาได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษโดยยอมรับสารภาพความผิด จนลดโทษ เหลือแค่จำคุก 1 ปี  แต่ก็เกิดกรณีอื้อฉาว จากกรณี “ชั้น 14” ทำให้อดีตนายกฯ ต้องกลับไปถูกจำคุก แต่ก็ยังมีคดีมาตรา 112  ที่ยังต้องสู้คดีอยู่ และกรณีถูกกรมสรรพากร ยื่นฟ้องให้ชำระ ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นการจัดเก็บซ้ำซ้อน และกำลังถูกอายัดทรัพย์ด้วย 

ก่อนหน้านั้น “สมศักดิ์ อนันทวัฒน์” อธิบดีกรมสรรพากร ยืนยันว่า กรมสรรพากร อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูล และสืบทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ ของนายทักษิณตามระเบียบขั้นตอน ตามมาตรฐานเดียวกับการบังคับใช้กับผู้เสียภาษีทุกราย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลตามทะเบียน การถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขข้อกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการติดตามมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดมาได้

สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องอายุความของคดีนั้น “นายสมศักดิ” ชี้แจงว่า กรมสรรพากร ยึดคำพิพากษาของศาลฎีกา เป็นบรรทัดฐาน ซึ่งกำหนดให้การนับอายุความจะเริ่มก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด กรณีหุ้นชินคอร์ป ศาลพิพากษาให้คดีเพิ่งถึงที่สุด เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 และ คดีประเมินภาษีมีอายุความ 10 ปี ทำให้คดีนี้จะสิ้นสุดในปี 2578

ขณะที่ “นายฉัตรชัย บางชวด” ปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้ทีมทนายความยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอนิรโทษกรรม และล้างมลทินในข้อกล่าวหาหรือคดีทางการเมืองว่า อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ขอไปดูรายละเอียดอีกนิดหนึ่ง  ซึ่งต้องรวบรวมพร้อมกันกับของรายอื่นด้วย โดยอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อมูล ต้องหารือกับปลัดกระทรวงยุติธรรม ด้วยว่ากรอบเวลาควรเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่า คณะอนุกรรมการมีกรอบเวลาในการพิจารณาหรือไม่ หรือใช้กรอบเดียวกับคณะกรรมการชุดใหญ่คือ 180 วัน นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดกรอบเวลาคือ 180 วัน ซึ่งอยู่ในกระบวนการนี้ และสามารถขยายเวลาได้ 2 ครั้ง แต่เบื้องต้นคือยึดกรอบ 180 วัน เมื่อถามว่า เท่าที่ดูคำร้องมองว่าเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายประเด็น 

ส่วน “นายวิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความส่วนตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีอดีตนายกฯ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่า นายทักษิณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบอันมีที่มาจากแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนที่ หลายคนออกมาคัดค้าน เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องคดีทุจริต เป็นสิทธิที่จะแสดงความเห็น เช่นเดียวกับสิทธิของนายทักษิณจะยื่นด้วยเช่นกัน แต่คนที่ค้านเป็นขาประจำที่กระทำความผิดตามกฎหมาย และได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.นี้ แต่แสดงออกทำนองว่า ไม่อยากให้นายทักษิณได้ อย่าลืมว่าข้อกล่าวหาเป็นผลพวงมาจาก การยึดอำนาจทำรัฐประหาร เหมือนทฤษฎีที่นายทักษิณเคยกล่าวเสมอว่า ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้พิษ คงขึ้นกับดุลพินิจและการตีความของคณะกรรมการที่จะพิจารณา ขอให้ใช้หัวใจที่เป็นธรรม ใช้ความเป็นมนุษย์ เพราะมองว่าการจะจำกัดสิทธิบางคน มันก็หวนกลับไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขัดแย้งกันต่อไป

คำถามคือทีมกฎหมายของอดีตนายกฯ ไม่รู้หรือว่า การนิรโทษกรรมภายใต้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ไม่ครอบคลุม “คดีทุจริต” หรือ ต้องการส่งสัญญาณทางการเมือง ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มี 74 เสียงงดออกเสียง รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องมีอันเป็นไปในทันที หรือจะเกี่ยวข้องกับภาษีชินคอร์ป

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)​ ที่มีนายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล​ นายกฯ เป็นประธาน​ โดยนายกฯ ได้เน้นย้ำ ให้รัฐมนตรีดูแลและเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย​ และการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงให้รัฐมนตรีทุกคน เตรียมตัวให้พร้อมในการชี้แจงอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ตามมาตรา 151 ซึ่ง รัฐบาลมีการวางกรอบไว้ในวันที่ 27-30 ต.ค. แต่อย่างไรจะต้องมีการหารือกัน ระหว่างวิปฝ่ายค้าน และวิปรัฐบาลก่อน เนื่องจากหลังจากกรอบเวลานี้ นายกฯ จะมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

ขณะที่ “นายยศชนัน​ วงศ์สวัสดิ์”” รองนายกฯ​ ในฐานะ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า​​ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พรรค พท. เตรียมพร้อมไว้แล้ว ในการสนับสนุน นอกจากนี้ ครม.ยังได้หารืออนุมัติจัดให้มีการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย.ที่ จ.อุดรธานี โดยจะเน้นไปที่เรื่องการแก้ไขปัญหาด้านเกษตรกรรม​ อาหาร​ และยาเสพติด​ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่เหมาะสม​ ทั้งนี้ ครม.จะถือโอกาสร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก ปี 69 ที่ จ.อุดรธานี จัดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย. 69-14 มี.ค. 70 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี

ส่วน “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค พท. กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยที่ ไม่มีรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค พท. ว่า ก็ดูรุนแรง เข้าใจว่าเป็นการเขียนญัตติ ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาต่างๆ ต้องไปฟังในที่ประชุมสภาว่า มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด เมื่อถามว่า นายกฯ ดูมั่นใจกับท่าทีของพรรค พท. นายประเสริฐ กล่าวว่า พรรคพท.เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราเข้าใจดีเรื่องมารยาททางการเมือง และสิ่งที่พรรค พท.อยากเห็น คือ ประเทศไทยเดินหน้า เป็นวาระที่สำคัญ เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องอยู่ด้วยกัน เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรค พท.ยังเป็นแบบเดิมหรือไม่ หากมีเรื่องคดีฮั้ว สว.เข้ามา นายประเสริฐ กล่าวว่า คดีฮั้ว สว.อยู่ในอีกกระบวนการแล้ว เป็นเรื่องที่ กกต.พิจารณาอยู่แล้ว หลุดจากขั้นตอนหนึ่งไปแล้ว เมื่อถามอีกว่า แบบนี้พรรค ภท.สบายใจได้ใช่หรือไม่ นายประเสริฐยิ้มไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ได้รับสายจากตัวแทนสำนักประธานสภาอาจจะแก้ไขคำผิดเล็กๆ น้อยๆ บ้างบางส่วน ไม่กระทบเนื้อหาสาระสำคัญ เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาวิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อหาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้มากที่สุด ไม่อยากเห็นการแสดงความคิดเห็น ต่อรองเรื่องวันอภิปรายกัน เหมือนต่อรองของลดราคาสินค้า หากรัฐบาลมีความบริสุทธิ์ใจ หากรัฐบาลชี้แจงได้ก็จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเอง เมื่อถามถึง กรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ออกมาเคลื่อนไหวผ่านการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ทำให้เสียงแตกออกมาเป็นสองฝั่ง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คงไม่ได้มีคลื่นใต้น้ำแต่อย่างใด เป็นการพูดคุยกันอย่างเต็มที่

ท่าทีของแกนนำพรรค พท. ดูเหมือนจะตัดจบ เกี่ยวกับการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อถึงเวลาจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่.

ทีมข่าวการเมือง