เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ราชดำเนินเสวนา” หัวข้อ “จากยอดวิวสู่ความรับผิดชอบ: เสรีภาพสร้างสรรค์บนมาตรฐานจริยธรรม” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกล้า ตั้งสุวรรณ อุปนายกด้านการยกระดับครีเอเตอร์สู่สื่อสาธารณะ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย และนายจิรายุ จันทรวงศ์ อินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของช่อง TikTok “ตุ๊ดย่อยข่าว”

‘กองทุนสื่อฯ’ ย้ำต้องมีกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์ม

ดร.ธนกร กล่าวว่า วันนี้เราอาจจะต้องพูดตั้งแต่ 1. ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแผ่นเสียงตกร่องที่ยังต้องพูดกันอยู่ 2. ช่องทางของคนที่ทำสื่อหลัก และ 3. ผู้สร้างเนื้อหา อินฟลูเอนเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่างๆ ซึ่ง 3 ส่วนนี้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มต่างๆ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งมีผลต่อการสร้างตัวตน ความเชื่อ และทัศนคติ ผ่านสื่อภายใต้แพลตฟอร์มที่เขาเปิดรับ

“ดังนั้น ถึงเวลาที่แพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ลำพังกฎหมายหมิ่นประมาท หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่มีทางตามทัน ขณะที่สื่อต่างๆ อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก สมาคมนักข่าวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งกองทุนสื่อฯ พยายามสนับสนุนในส่วนนี้”

ชี้ ‘เฮทสปีช’ ปัญหาใหญ่กว่ายอดวิว สังคมไทยต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า ในส่วนของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ขอให้ตระหนักตลอดเวลาว่า สิ่งที่สร้างยอดวิว หากเนื้อหาทำร้ายสังคม สิ่งที่ได้ไม่คุ้มเลย หลายประเทศมีกฎหมายควบคุมและส่งเสริม รวมถึงมีกฎหมายให้ขึ้นทะเบียน เพื่อให้มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์น้ำดี คิดว่าหากร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ สามารถแยกแยะให้สังคมและผู้เปิดรับสื่อได้เห็นว่า ใครมีความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ช่วยสอนและรณรงค์ทางสังคม เพื่อให้คนมีความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

“ส่วนบุคคลทั่วไป เรื่องเฮทสปีช หรือวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากในบริบทของสังคมไทยทุกวันนี้ และไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย เป็นเรื่องใหญ่กว่ายอดวิว และใหญ่กว่าความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบของสังคมไทย”

แนะสร้าง “แพลตฟอร์มแห่งชาติ” สร้างรายได้–จัดเก็บภาษีเข้าประเทศ

ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า หน้าที่ของกองทุนสื่อฯ เราจะพูดถึงระบบนิเวศสื่อ เราถูกออกแบบให้เป็นนักบุญ เราไม่ได้เป็นตำรวจ เราพูดถึงการกำกับดูแลได้น้อยมาก จึงต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ แพลตฟอร์มต่างๆ มีรายได้มาก ตนจึงพูดวันนี้อีกว่าต้องมีกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ก่อนที่จะไปพูดถึงการจัดเก็บภาษี เพราะอินฟลูเอนเซอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์บางคนมีรายได้น้อยมาก จะมีกี่คนที่ประสบความสำเร็จและมีรายได้มากขนาดนั้น

“แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ภาระของผู้บริโภค ไม่ต้องรวมถึงครีเอเตอร์ที่ทำเนื้อหาเชิงลบทำลายสังคม เราพูดกันมาหลายครั้งแล้วว่า วันนี้เราพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และรายได้กลับไปที่ต่างชาติหมด เพราะเขากำหนดตลาด มีอำนาจเหนือแพลตฟอร์ม ดังนั้นทำไมเราไม่สร้างแพลตฟอร์มแห่งชาติ (National Platform) ขึ้นมา เพื่อให้เกิดรายได้ในประเทศและจัดเก็บภาษีได้ ซึ่งรัฐต้องเข้ามาช่วยตรงนี้”

“เราจะได้มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ดีๆ ขึ้นมา ถ้ารัฐบาล ภาครัฐเข้ามาช่วยกัน ตั้งแต่แพลตฟอร์มมาถึงคนทำงาน สมาคมวิชาชีพต่างๆ ร่วมมือกัน และมีกฎหมายและองค์กรขึ้นมาดูแลแพลตฟอร์มเหมือนในยุโรปและอเมริกา เราอยากเห็นการเคลื่อนเชิงโครงสร้าง มีกฎหมายใหม่ หรือถ้าไม่มีกฎหมายอะไรเลย ก็อยากเห็นพลเมืองร่วมกันฟ้องร้อง เพื่อให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบ เหมือนที่เกิดขึ้นที่อเมริกา เป็นต้น”

ห่วงสังคมไทยคลั่งเอไอ แต่ใช้ดูดวงมากกว่ายกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.ธนกร กล่าวว่า “ภาพรวมโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว คิดแบบเดิม ทำแบบเดิมไม่ได้ หลังจากนี้จะมีเอไอเข้ามา ประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคจะยิ่งหนักขึ้น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเราสูงกว่าทุกประเทศในโลก เมื่อมีเอไอเข้ามา เราไม่รู้จะดีใจหรืออายชาวโลก เพราะใช้ดูดวงเป็นอันดับหนึ่ง พฤติกรรมที่เชื่ออะไรง่าย ชอบแชร์และบ้าตามกระแส ถามว่ามีสักกี่คนที่ใช้เอไอในการสืบค้นข้อมูลในการทำงาน ซึ่งน้อยมาก”

“มันก็เหมือนที่ว่าเราดีใจว่าเรามีอินเทอร์เน็ตทุกหมู่บ้าน แต่ไม่เคยสอนว่าจะใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร ภัยที่อยู่ตรงหน้าว่าหนักแล้ว แต่มันยังจะยิ่งหนักเข้าไปอีก จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือเรื่องนี้ และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องมีการปรับกฎหมายต่างๆ และผลักดันข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายต่อไป”

‘สมาคมฯ’ เผยคอนเทนต์ครีเอเตอร์ 9 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียน 4 หมื่นล้าน

ขณะที่นายกล้า กล่าวว่า สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยก่อตั้งขึ้นมา เพราะครีเอเตอร์ในประเทศมีประมาณ 9 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เป็นอาชีพในฝันของเด็กหลายคน แต่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริง เพราะยังไม่มีสิ่งรองรับอาชีพนี้ กู้ซื้อบ้านหรือรถไม่ได้ ซ้ำร้าย เมื่อเกิดอะไรไม่ดีที่เกี่ยวกับคอนเทนต์ คนที่ทำคอนเทนต์จะถูกเหมารวมหมดว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำให้เกิดผลกระทบ

“จึงนั่งคุยกันว่าต้องรวมกลุ่มจัดตั้งสมาคม และยึดถือพี่ๆ รุ่นใหญ่ คือสมาคมนักข่าวฯ และสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นแบบอย่าง เพื่อให้มีกรอบการทำงานในการกำกับดูแลกันเองได้บ้าง ก่อนที่คนที่ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์เข้ามากำกับอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ากำกับกันเอง ทำโทษกันเองได้บ้าง วงการนี้จะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น”

“สุดท้ายเรื่องนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ทำอย่างไรจะยกระดับอินฟลูเอนเซอร์ได้ เพราะร้อยละ 95 ไม่ได้เรียนนิเทศศาสตร์มา ไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรพูด และไม่รู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นภาพรวมเพื่อกำกับดูแลกันเองก่อน”

จ่อคลอดไกด์ไลน์แนวทางปฏิบัติอินฟลูเอนเซอร์ หวังดันเป็นอาชีพ–สร้างเม็ดเงินให้ประเทศ

นายกล้า กล่าวอีกว่า การสำรวจปีที่แล้วชี้ให้เห็นว่า คอนเทนต์ครีเอเตอร์มีอยู่ทั่วประเทศ โดยอยู่ใน 3 แพลตฟอร์มหลัก คือ TikTok, Facebook และ Instagram หากเราจะกำกับดูแลหรือออกกฎควบคุมคอนเทนต์ต่างๆ น่าจะต้องมีเครื่องมือช่วย เพราะไม่สามารถใช้สายตาดูได้หมด

“เราเห็นด้วยว่าแพลตฟอร์มเป็นต้นทาง กฎหมายน่าจะทำงานกับแพลตฟอร์มมากขึ้น ตนฝากโจทย์ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มีกฎหมายแล้วบังคับไม่ได้ก็เหมือนไม่มี และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำผิด”

นอกจากนี้ เราอยากสนับสนุนในเรื่องไกด์ไลน์ ซึ่งทำใกล้เสร็จแล้ว โดยมีการพูดคุยกันในหลายวงการ เช่น อินฟลูเอนเซอร์สายข่าว ต้องไม่นำเสนอว่าตัวเองเป็นนักข่าว เพราะที่ผ่านมา มีการนำข่าวไปตัดต่อและสร้างรายได้ รวมทั้งกำหนดนิยามอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้วย เป้าหมายของเราคือทำให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นอาชีพหนึ่ง มีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง และทำให้เม็ดเงินโฆษณาไม่ออกไปนอกประเทศ

‘เบนซ์ อินฟลูฯ ดัง’ แฉคอนเทนต์สายดาร์ก มีเอเจนซี่เสนอเงิน–ทนายช่วยหากถูกฟ้อง ใครจิตไม่แข็งถูกกลืนกิน

ด้านนายจิรายุ กล่าวว่า ขอออกตัวก่อนว่าไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพราะไม่ได้จบนิเทศศาสตร์โดยตรง ในยุคปัจจุบัน อะไรที่ลงโซเชียลจะถูกจัดการโดยอัลกอริทึม และบางเรื่องไม่มีการคัดกรอง จึงเห็นด้วยว่าต้องมีการคัดกรองตั้งแต่คนที่ทำคอนเทนต์เอง ซึ่งคนที่ทำคอนเทนต์ต้องเรียนรู้ด้วย แต่ในเรื่องสังคมเราแทบไม่มีความรู้เลย จึงต้องหาความรู้เพิ่มเติม เสาะหาสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพื่อรับผิดชอบและสร้างสรรค์สังคมด้วย

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเรื่องคอนเทนต์สายดำ เทา และขาว เป็นเรื่องจริง กว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่เลี้ยงตัวเองได้ ต้องเจอทั้งสายขาว เทา ดำ ทางเอเจนซี่หรือผู้ติดต่องานจะมีข้อเสนอ และมีทีมทนายหรือฝ่ายกฎหมายบอกว่า หากพูดหรือนำเสนอสิ่งนี้แล้วโดนฟ้อง เขามีเม็ดเงินที่จ่ายให้ได้และมีทนายความดูแลคดี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก หมายความว่าถ้าอินฟลูเอนเซอร์ไม่มีความแข็งแกร่งพอ ก็จะถูกกลืนกินกับสิ่งเหล่านี้

ชี้ยอดวิวหอมหวาน แต่ต้องคัดกรอง แนะใช้ความน่าเชื่อถือนำไวรัล

นายจิรายุ กล่าวว่า ยอดวิวมันหอมหวาน เป็นสิ่งที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องการ อย่างไรก็ตาม คอนเทนต์ที่ดีและสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่มีผลต่อการจ้างงาน ถ้าผิดพลาดหรือมีดรามา ลูกค้าไม่เอาเลย ดังนั้น สิ่งที่ผิดเราต้องยืนหยัดว่าเราไม่ทำ

“แต่สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างคือการนำเสนอคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับบุคคล ตนเคยได้รับการติดต่อให้ทำคอนเทนต์เพิ่มความน่าเชื่อถือให้บุคคลคนหนึ่ง เรามารู้ทีหลังว่าคนนั้นๆ โดนตำรวจตามล่าอยู่ น่าเป็นห่วง อินฟลูเอนเซอร์บางคนไม่รู้ว่าคนนั้นทำอะไรมาบ้าง จึงต้องคัดกรองให้ดี ต้องคัดกรองก่อน อะไรที่เป็นเทาๆ ตนไม่รับเลย”

“ส่วนหากกฎหมายหรือระเบียบเข้ามากำกับ รับได้หรือไม่นั้น คิดว่ากฎหมายต่างๆ มีอยู่แล้ว แต่อ่อนแรงเหลือเกิน อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้กลัวเลย เพราะมีฝ่ายกฎหมายดูแลอยู่แล้ว ทางเจ้าของแบรนด์เขาก็อยากได้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีสัญลักษณ์ติ๊กฟ้า หรืออินฟลูเอนเซอร์น้ำดีอยู่แล้ว เราอยากได้การการันตี เพราะเป็นอาชีพที่ไม่มีการรองรับ ทุกคนจะทำตัวให้อยู่ในร่องในรอย เพื่อให้ได้สิ่งมาการันตีตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้อาจจะแข็งแกร่งกว่ากฎหมายด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ให้และสังคมตัดสิน”

“ผมคิดว่าคนไทยลืมง่ายมาก แค่คอมเมนต์เท่านั้นแล้วก็ผ่านไป แต่การกำกับและการันตีจากสมาคมฯ เป็นสิ่งสำคัญ อินฟลูฯ กลัวถูกปิดช่องและไม่มีการจ้างงานที่สุด ก่อนที่จะเป็นน้ำดีได้ ทุกคนก็ต้องผ่านการเรียนรู้และตักเตือนต่างๆ แม้วันนี้ยังมีส่วนน้อย แต่ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ต่อไป”

“อย่างไรก็ตาม ห่วงในเรื่องฟ้องปิดปาก อยากให้มีหน่วยงานที่ช่วยในเรื่องนี้ด้วย ที่สำคัญในส่วนของการสร้างกระแสด้วยเรื่องอื้อฉาว หรือแบดพีอาร์ ฝากอินฟลูเอนเซอร์ที่เอาไวรัลนำคอนเทนต์ ก็อยากให้เอาทรัสต์หรือความน่าเชื่อถือนำคอนเทนต์ เพราะเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ เราต้องทำด้วยตัวเอง”

นักวิชาการวารสาร มธ. ห่วงจริยธรรมสื่อ–อินฟลูฯ หวังกฎหมายครอบคลุมประเด็นละเอียดอ่อนในสังคม

รศ.ประไพพิศ กล่าวว่า ตนสอนนักศึกษามาตั้งแต่ปี 2541 คำถามนี้ยังเป็นคำถามคงเดิม คือเรื่องจริยธรรม ซึ่งถูกตั้งคำถามมาตลอดว่า ความยากคือตอนนี้ทุกคนเป็นสื่อได้ เรากำลังมองเรื่องการทำให้อินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพหนึ่ง มันไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่เป็นการทำให้อาชีพนี้เป็นมืออาชีพ

“ส่วนตัวคิดว่าความเป็นมืออาชีพ กรอบกฎหมายคือปลายทางที่แก้ปัญหา แต่จริยธรรมคือสิ่งที่เป็นแนวปฏิบัติ ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้อุดปัญหาได้ คือการช่วยกันฟัง ช่วยกันมองปัญหาที่เราเจอกันอยู่ ในช่วงที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เกิดขึ้นเมื่อ 5-10 ปีมานี้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในยุคสื่อเก่า แพลตฟอร์มเอื้อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น”

“จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ สื่ออาชีพเองก็ต้องห่วงในเรื่องจริยธรรมด้วยเช่นกัน เราถูกกระตุ้นทางอารมณ์ตลอดเวลาโดยตัวแพลตฟอร์ม สร้างกลไกตามอัลกอริทึม ความยากคือองค์กรจะอยู่ตรงกลางอย่างไร”

นอกจากนั้น ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อของคนในสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญ และการแลกเปลี่ยนในพื้นที่สมาคมฯ หรือองค์กรสื่อน่าจะทำให้เกิดแนวทางในการนำไปปรับใช้ในอนาคตได้

ส่วนควรมีกฎหมายขึ้นมารองรับหรือไม่ การออกกฎหมายเข้าใจว่าภาคส่วนต่างๆ น่าจะทำงานอยู่ ทั้งนี้ เห็นว่า หากมีการออกกฎหมายควรครอบคลุมถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยง เช่น คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับแพทย์ หรือด้านการลงทุนต่างๆ รวมถึงในอุตสาหกรรมที่มีความละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน ถ้าพูดถึงการดูแลประชาชน ธุรกิจด้านนี้ต้องมีกฎหมายกำกับดูแล

‘สภาองค์กรผู้บริโภค’ ชี้ผู้บริโภคไทยซวยหนัก เจอผลิตภัณฑ์ปลอมเต็มแพลตฟอร์ม

ส่วน น.ส.สถาพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาองค์กรของผู้บริโภครับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก โดยเปลี่ยนรูปเป็นเรื่องถูกหลอกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ แปลว่าแพลตฟอร์มไม่มีจริยธรรม ไม่มีกลไกคัดกรองหรือไม่ นอกจากนั้น ยังมีการร้องเรียนอินฟลูเอนเซอร์ เป็นการร้องเรียนครบรส

“ดังนั้น ถ้าอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่แค่มีอาชีพในการทำงานเท่านั้น แต่ต้องทำงานอย่างมืออาชีพด้วย นอกจากนั้นอีกประเด็นคือ กฎหมายของไทยมีเพียงพอแล้วหรือไม่ จึงไม่เห็นด้วยหากให้มีการออกกฎหมายใหม่ ทุกวันนี้ผู้บริโภคในประเทศไทยเป็นผู้รับสื่อที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หรือซวย เพราะไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนอันตรายหรือไม่ บางคนอ้างมี อย. มอก. แต่ที่ไหนได้ อย.ปลอมก็มี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปลั๊กไฟ”

“สภาผู้บริโภคพยายามแจ้งเตือนประชาชน เราทำงานบนข้อเท็จจริง เราไม่เป็นกลาง แต่เรายืนข้างผู้บริโภค 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น สิ่งที่เราผลิตสื่อออกมาต้องยึดประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก เรามีกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภครองรับ มีหน้าที่แจ้งเตือนภัย และสามารถบอกชื่อสินค้าและผู้ประกอบการได้ ดังนั้น สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือครีเอเตอร์ ไม่ต้องห่วงในเรื่องการนำไปเผยแพร่ สามารถอ้างอิงข้อมูลได้ว่ามาจากสภาผู้บริโภคและนำไปเผยแพร่ได้”

ห่วงรายการข่าวขายอาหารเสริมย้อนแย้ง ให้ข้อมูลสังคม

น.ส.สถาพร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเราฟ้องทุกหน่วยงาน เปิดช่องโหว่และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งหน่วยงานรัฐหรือเอกชน ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

“ยอดวิวหอมหวานก็จริง แต่ความน่าเชื่อถือ จริยธรรม สำคัญมาก เพราะคนที่สวมเสื้อกาวน์ ประชาชนก็หลงเชื่อ เพราะอาชีพนั้นคือหมอ ถ้าเราจะสร้างระบบนิเวศที่ดี มันต้องทำร่วมกันทั้งหมด สื่อมวลชนทุกวันนี้เราไม่อยากพูดว่าฐานันดรที่ 4 แล้ว เพราะมีทั้งอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์”

“วันนี้รายการข่าวมีการขายของ บางรายการเป็นการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่มีตัวใดที่รักษาโรคได้ ซึ่งเป็นเรื่องย้อนแย้ง เพราะการรายงานข่าวคือการนำเสนอข้อเท็จจริง ถ้าเขามีเม็ดเงินที่บริหารได้ ก็จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหรือไม่ แต่ถ้ายังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็แสดงว่าคุณไม่ใช่มืออาชีพ คุณแค่มีอาชีพและหัวโขน มีบัตรพนักงานว่าทำอาชีพนี้ แต่ไม่มีจิตวิญญาณ เพราะถ้ามีจิตวิญญาณจะไม่ทำลายผู้บริโภค จะต้องเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสมาคมครีเอเตอร์ฯ จะเป็นความหวังใหม่ของสังคมไทย ส่วนควรมีกฎหมายใหม่ขึ้นมากำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ หากมีแล้วไม่มีการบังคับใช้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่สำคัญ กฎหมายที่มีอยู่ปรับปรุงแล้วหรือยัง องค์กรวิชาชีพต่างๆ ก็พยายามปรับปรุงตัวเองอยู่แล้ว หากหน่วยงานทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุกจริง ไม่ใช่อยู่แต่ในกระดาษ ตนคิดว่าแก้ปัญหาได้ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่มากำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์