เรียกว่าเป็นกระแสที่เป็นไวรัลอย่างมาก หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ส.ค. แฟนเพจ “ดุลยชล” ได้ออกมาเจาะลึก GLOF ภัยธารน้ำแข็งพังทลาย ต่างจาก “ดินถล่ม-น้ำหลาก” ของไทยอย่างไร พร้อมระบุข้อความว่า “GLOF – Glacial Lake Outburst Flood หมายถึง การปล่อยน้ำปริมาณมากอย่างฉับพลันจาก ทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งอาจอยู่ด้านหน้า ด้านข้าง บนผิว ภายใน หรือใต้ธารน้ำแข็ง โดยมีน้ำแข็ง ตะกอนธารน้ำแข็ง หรือภูมิประเทศธรรมชาติทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ เมื่อขอบกั้นถูกกัดเซาะ รั่วซึม ล้น หรือพังจากแรงกระแทกของน้ำแข็งและหินที่ถล่มลงทะเลสาบ น้ำจะทะลักออกอย่างรวดเร็ว แล้วกวาดหิน ดิน และตะกอนเพิ่มระหว่างไหลลงหุบเขา”

นอกจากนี้ “หัวใจของคำว่า GLOF จึงมีสององค์ประกอบสำคัญ มีทะเลสาบธารน้ำแข็งกักเก็บน้ำ และมีการปล่อยน้ำออกอย่างฉับพลันหากพบเพียงธารน้ำแข็งพัง มวลน้ำแข็ง หินถล่ม หิมะถล่ม หรือ debris flow โดยยังไม่มีหลักฐานว่าน้ำถูกปล่อยจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง เหตุการณ์นั้นยังไม่ควรถูกเรียกว่า GLOF แม้ท้ายที่สุดจะทำให้เกิดน้ำหลากรุนแรงเช่นเดียวกัน”
อีกทั้ง ประเทศไทยเกิด GLOF ได้หรือไม่?
โดยในสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ไทยไม่มีธารน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็ง จึงไม่เกิด GLOF ตามนิยามวิชาการ แต่ในเขตมรสุมของไทยสามารถเกิด กระบวนการลูกพี่ลูกน้อง ที่มีลำดับคล้ายกันได้ เรียกว่า landslide-dam outburst flood หรือ น้ำหลากจากเขื่อนธรรมชาติที่เกิดจากดินถล่มพังทลาย

โดยกระบวนการอาจเกิดเป็นลำดับ ดังนี้
-ฝนหนักต่อเนื่อง ต่อมา ดินอิ่มน้ำและลาดเขาพัง ต่อมา ดิน, หิน และไม้อุดลำน้ำ ต่อมา น้ำสะสมเป็นอ่างชั่วคราว ต่อมา สิ่งกีดขวางล้นหรือพัง ต่อมา คลื่นน้ำ-โคลน-หินพุ่งลงท้ายน้ำ
อย่างไรก็ตาม “บางกรณีไม่ต้องมีอ่างชั่วคราวเลย ฝนที่เข้มข้นบนพื้นที่สูงชันอาจทำให้ดินถล่มและเปลี่ยนเป็น debris flow ไหลลงร่องเขาโดยตรง ส่วนเหตุการณ์น้ำก้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2544 ได้รับการศึกษาในฐานะ debris flow และ debris flood จึงไม่ควรเรียกว่า GLOF หรือสรุปว่าเกิดจากเขื่อนธรรมชาติแตก โดยไม่มีหลักฐานเฉพาะพื้นที่ ความเหมือนของหิมาลัยกับไทย คือ การมีมวลสะสม การกักชั่วคราว การพังอย่างฉับพลัน และการขยายพลังตามหุบเขา แต่สิ่งที่ต่างกันคือวัสดุและภูมิอากาศ หิมาลัยมีน้ำแข็ง หิมะ และตะกอนธารน้ำแข็ง ส่วนไทยมีฝนมรสุม ดินผุพัง หิน และซากไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญ บทเรียนสำหรับไทยจึงไม่ใช่การสร้างระบบเตือน GLOF แต่คือการเฝ้าระวัง ภัยต่อเนื่องหลายขั้น ควบคู่กัน ได้แก่ ฝนสะสม ความชื้นดิน การเคลื่อนตัวของลาดเขา จุดอุดตันในลำน้ำ ระดับน้ำเหนือสิ่งกีดขวาง และชุมชนที่ตั้งอยู่บนทางผ่านของ debris flow โดยเฉพาะเมื่อฝนยังตกหนัก แต่ระดับน้ำในลำห้วยลดลงผิดปกติ ต้องตรวจสอบว่าอาจมีการปิดกั้นอยู่เหนือน้ำ เพราะหากสิ่งกีดขวางพัง คลื่นน้ำชุดถัดไปอาจมาพร้อมหิน โคลน และไม้รวดเร็วกว่าน้ำท่วมจากฝนทั่วไปมาก เรียกภัยให้ถูก มิใช่เรื่องถ้อยคำเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจวัด เตือนภัย และอพยพให้ตรงกับกลไกที่กำลังเกิดขึ้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก : ดุลยชล



