รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ม.อ. เป็นส่วนหนึ่งของสังคมภาคใต้มาประมาณ 60 ปี นอกจากภารกิจผลิตบัณฑิตและกำลังคนให้ประเทศแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีบุคลากรและนักวิชาการมากกว่า 2,000 คน ที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา จึงพร้อมนำศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาช่วยแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ซึ่ง ม.อ. มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาระบบบริหารจัดการมาอย่างต่อเนื่อง

ย้อนหลังไปเมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2553 เกิดแนวคิด “Hat Yai Model” ขึ้น และเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2568 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยพบว่ายังมีหลายด้านที่สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ จึงต่อยอดสู่ “Hat Yai Model Plus” โดยนำบทเรียนจากสถานการณ์จริงและการถอดบทเรียนร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคส่วนต่าง ๆ มาเป็นฐานในการพัฒนา โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมการรับมือและการเผชิญเหตุ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ระบบเตือนภัย ซึ่งต้องสามารถแจ้งเตือนได้รวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว ขนย้ายทรัพย์สิน และอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทันเวลา ควบคู่ไปกับการพัฒนาศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ หรือ EOC (Emergency Operation Center) โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนระบบหลังบ้าน ให้การประสานงาน การจัดสรรทรัพยากร และการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Hat Yai Model Plus ยังให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถของประชาชน (Capacity Building) ทั้งด้านความรู้ในการเตรียมพร้อมการรับมือ และการอพยพ เนื่องจากหาดใหญ่ไม่ได้เผชิญน้ำท่วมขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน ทำให้ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจขาดประสบการณ์ในการรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่

บทเรียนสำคัญอีกด้านมาจากการบริหารศูนย์พักพิงของ ม.อ. ในเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2568 ซึ่งเดิมเตรียมพื้นที่ศูนย์กีฬาไว้รองรับประชาชนประมาณ 500 คน แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาด มีประชาชนอพยพเข้ามาพักพิงประมาณ 15,000 คน แม้มหาวิทยาลัยจะสามารถบริหารจัดการและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับนำไปสู่แนวคิดพัฒนา “Smart Center” เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงขนาดใหญ่ให้มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

อีกหัวใจสำคัญของ Hat Yai Model Plus คือการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบข้อมูลดิจิทัล เข้ามาช่วยบริหารจัดการภัยพิบัติ โดย ม.อ. เตรียมพัฒนาระบบ IT Platform จำนวน 8Modules เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จากเดิมที่หลายกระบวนการยังทำงานแบบ Manual หรือจัดเก็บข้อมูลแยกส่วน ให้สามารถติดตามได้แบบเป็นระบบ เช่น ประชาชนรายใดแจ้งขอความช่วยเหลือ ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว จุดใดยังรอการช่วยเหลือ รวมถึงทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ที่ใด และยังเหลือทรัพยากรส่วนใดพร้อมใช้งาน

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอผ่าน Dashboard เพื่อให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้บริหารระดับประเทศ สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การจัดสรรและเคลื่อนย้ายทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ม.อ. จะยกระดับระบบเตือนภัยและแบบจำลองน้ำท่วม ที่มหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญจากหลายสาขา ทั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และนักวิจัยด้านเทคโนโลยี พร้อมนำ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มความทันสมัยและความแม่นยำของแบบจำลอง

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า สิ่งที่ ม.อ. ดำเนินการไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการนำองค์ความรู้ งานวิจัย ระบบ และประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยสะสมมาเป็นเวลานาน นำมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การแสดงศักยภาพของมหาวิทยาลัย แต่คือการช่วยเหลือคนหาดใหญ่ เพราะเราอยู่ที่นี่ และเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่ทำให้ภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การเตรียมความพร้อมในระดับเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้จากอดีตและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงกว่าเดิม

Hat Yai Model Plus จึงไม่ใช่เพียงโครงการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศการจัดการภัยพิบัติของเมือง ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมืองหาดใหญ่สามารถเตรียมพร้อมรับมือ และฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เป้าหมายปลายทางคือ หากเกิดน้ำท่วมขึ้นอีกครั้ง เมืองหาดใหญ่จะต้องรับมือได้ดีกว่าเดิม ประชาชนได้รับการเตือนภัยและความช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น ผู้บริหารสามารถตัดสินใจจากข้อมูลที่เชื่อมโยงและทันสถานการณ์ และทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเมืองหาดใหญ่ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมรับมือภัยพิบัติในระยะยาว พร้อมก้าวสู่การเป็นต้นแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ในอนาคตอีกด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้าย