หากเอ่ยชื่อ “ศรีธนญชัย” คนไทยร้อยทั้งร้อยคงร้องรู้จัก ….นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ผูกเรื่องให้ตัวเอกเป็นเด็กชาวบ้านธรรมดา แต่มี “สติปัญญาและปฏิภาณไหวพริบ” เป็นเลิศ ทว่าปัญญานั้นกลับแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ กะล่อน ตลบตะแลง และฉ้อฉล เรื่องราวของศรีธนญชัยเต็มไปด้วยฉากการแก้เผ็ด การตีความคำพูดแบบกวนโทสะ และการเอาชีวิตรอดด้วยการใช้ “ช่องโหว่” ของภาษาและกฎเกณฑ์
เหตุใดนิทานเรื่องนี้จึงครองใจผู้คน
ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังแพร่หลายไปทั่วภูมิภาคเอเชียอาคเนย์? ทั้งในนาม “เชียงเมี่ยง” ของลาวและอีสาน หรือ “อุกะล่อง” ของมอญ อาซีหล่อเอ๋อ / อาเชียง ของสิบสองปันนา ฉะเนาะ ของพม่า หรือ Xieng Mieng ของกัมพูชา คำตอบง่ายๆ คือ นิทานเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็น “วาล์วระบายความอัดอั้น” ของชาวบ้าน

ในยุคศักดินา เมื่อคนธรรมดาที่ไร้อำนาจ ไร้เส้นสาย ถูกชนชั้นสูงกดขี่ การได้เห็นศรีธนญชัยใช้ความกะล่อนหลอกหลวงพระราชาหรือขุนนางจนหน้าแตก จึงเป็นความสะใจ ชดเชยความรู้สึกอับจนปัญญาของคนชั้นล่างในชีวิตจริง
แต่ลองคิดดูเถิดว่า… หาก ‘ศรีธนญชัย’ ไม่ใช่ชาวบ้านผู้อับจน แต่กลายเป็น ‘นักการเมืองผู้มีอำนาจ’ บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร?
เมื่อนักการเมืองที่กุมกฎหมายและงบประมาณแผ่นดิน นำพฤติกรรมแบบศรีธนญชัยมาใช้ ผลลัพธ์จะไม่ใช่ความสนุกสนานสะใจ แต่คือ “ความพินาศของบ้านเมือง”

- กฎหมายจะกลายเป็นเพียง ‘คำเล่นลิ้น’: นักการเมืองแบบศรีธนญชัยจะไม่สนใจ “เจตนารมณ์” ของกฎหมาย แต่จะจ้องหา “ช่องโหว่” (Loophole) ตีความเข้าข้างตัวเอง เลี่ยงบาลีเพื่อเอาตัวรอดจากการทุจริต
- ธรรมาภิบาลจะถูกแทนที่ด้วยเล่ห์กล: นโยบายที่ออกมาจะไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่เป็นนโยบาย “ซ่อนเงื่อน” ที่หน้าตาดูดี แต่แอบซุกซ่อนผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ข้างหลัง
- สังคมจะสิ้นหวังเพราะหาความจริงไม่ได้: สัญญาประชาคมตอนหาเสียงจะกลายเป็นแค่ “คำพูดเลื่อนลอย” ที่ถูกพลิกพริ้วได้อย่างหน้าตาเฉย ส่งผลให้ศรัทธาของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ประชาชนจะสังเกต ‘ศรีธนญชัยในคราบนวัตกรการเมือง’ ได้อย่างไร?
นักการเมืองสายกะล่อนมักมี “สัญลักษณ์” ทางพฤติกรรมที่ชัดเจน หากเราช่างสังเกต:

- เก่งแต่เรื่องเลี่ยงบาลี แต่ไร้ผลงานเชิงคุณค่า: เวลาเกิดปัญหา มักใช้เทคนิคทางกฎหมายเอาตัวรอด แทนที่จะแสดงความรับผิดชอบหรือชี้แจงด้วยความจริงใจ แต่ตีบทแตกสวมวิญญาณคนดี นักการเมืองที่ดี นายกรัฐมนตรีที่ดี โดยไม่ละอายใจ
- พูดความจริงไม่หมด (พูดครึ่งเดียว): มักใช้ภาษาตลบตะแลง เล่นคำ จับผิดถ้อยคำของคู่แข่งเพื่อเอาชนะในเกมสภา แต่ไม่เคยแก้ปัญหาจริงให้ประชาชน
- มุ่งเน้น “ความชนะ” มากกว่า “ความถูกต้อง”: ไม่สนใจว่าวิธีการจะผิดศีลธรรมหรือสร้างความแตกแยกเพียงใด ขอแค่ฝ่ายตนเองได้อำนาจหรือรอดพ้นความผิดเป็นพอ เราจึงเห็นเหตุการณ์เรื่อง การทุจริตฮั้วสว.ที่ผู้มีอำนาจเล่นบทศรีธนญชัยกันอย่างชัดเจน
สังคมไทยจะขจัดพฤติกรรมเช่นนี้ได้อย่างไร?
หากเราไม่อยากให้ประเทศชาติเดินไปสู่จุดจบอันน่าเศร้า สังคมต้องร่วมกันสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” 3 ประการ:

- หยุดส่งเสริมและเลิกปรบมือให้ความฉลาดที่ไร้จริยธรรม: สังคมไทยต้องเลิกค่านิยม “โกงไม่เป็นไรขอให้ทำงานเก่ง” “ โกงไม่ว่าขอให้เราได้ประโยชน์ด้วย” หรือ “ฉลาดแกมโกงคือคนมีบารมี” เราต้องสั่งสอนลูกหลานและส่งสัญญาณว่า ความกะล่อนคือความน่าอับอาย ไม่ใช่สิ่งที่ควรยกย่อง
- ใช้อำนาจปากกาในมือ ‘ลงโทษผ่านการเลือกตั้ง’: เมื่อพบนักการเมืองที่มีพฤติกรรมตลบแตลง เลี่ยงกฎหมาย หรือหาประโยชน์จากช่องโหว่ ต้องพร้อมใจกัน “ตัดโอกาส” ไม่เลือกกลับเข้ามาบริหารบ้านเมืองอีก
- ร่วมกันเป็น ‘ผู้ตรวจสอบ’ ไม่ใช่ ‘สาวก’: เลิกเชียร์นักการเมืองแบบหลับหูหลับตา ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม หากคนที่เรารักใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบศรีธนญชัย เราต้องเป็นคนแรกที่ตักเตือนและไม่ปกป้อง
ในนิทานพื้นบ้าน ศรีธนญชัยอาจสร้างความยิ้มหัวให้ชาวบ้านที่โดนกดขี่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง “ถ้าเราปล่อยให้ศรีธนญชัยบริหารประเทศ เรานั่นเองที่จะกลายเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว” ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะเลือกผู้นำจาก “ความซื่อสัตย์สุจริตและสติปัญญาที่รับใช้ประชาชน” ไม่ใช่ปัญญากะล่อนที่รับใช้ตนเอง!
———————–
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง



