ในประเทศที่เจริญแล้ว ตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระในกระบวนการยุติธรรมเช่นกกต.และปปช.  คือ “ภาระหน้าที่อันทรงเกียรติ” ที่ได้มาจากความไว้วางใจของประชาชน ไม่ใช่ “สัมปทานส่วนตัว” ที่จะกอดไว้จนวันตาย

แต่สำหรับประเทศไทย เมื่อเกิดข้อกังขาเรื่องการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นกรณีฮั้วเลือก สว. ที่มีคลิปและโพยหลุดมัดแน่น, ระบบเลือกตั้งบาร์โค้ด QR Code ที่ชวนคลางแคลงใจ, ไปจนถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างสอบข้าราชการ จัดซื้อจัดจ้างระดับชาติ 

 เรากลับได้เห็นละครฉากเดิมๆ จากผู้มีอำนาจและองค์กรตรวจสอบ:

ปฏิเสธ ➔ อ้างบกพร่องโดยสุทธิ ➔ อ้างศาลยังไม่ได้ตัดสิน ➔ แล้วไม่รู้จักอายนั่งเก้าอี้ต่อ

พฤติกรรม “ถูไถไปเรื่อย” โดยไม่อายใคร ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการเมือง การปกครอง  แต่กำลังประจานระดับจิตสำนึกของผู้นำไทยให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ

เปิดคลังคำแก้ตัว: คาถาหลักของ “คนหน้าไม่อาย” ที่ใช้กลบเกลื่อนเพื่อซื้อเวลา

เมื่อความจริงเริ่มงวดเข้าและหลักฐานมัดแน่น คนหน้าไม่อาย(ด้าน) มักจะงัด “ชุดคำแก้ตัวสืบทอดวิชา” ออกมาอ้างซ้ำๆ เพื่อถูไถให้กาลเวลาผ่านไป ดังนี้:

  • “ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์”: แอบเอาข้อแก้ตัวทางกฎหมายมาบังหน้า เพื่อหนีความรับผิดชอบทางจริยธรรม ทั้งที่การสละตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องของ “สปิริต” ไม่ใช่เรื่องของ “คดีอาญา”
  • “ใครๆ เค้าก็ทำกัน คนอื่นเลวกว่านี้ตั้งเยอะ”: ใช้มุกเบี่ยงประเด็นชั่วร้าย ชี้หน้าคนอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง ราวกับว่าการมีคนทำผิดก่อนหน้า จะช่วยให้ความผิดของตนเองกลายเป็นเรื่องถูกต้อง
  • “เป็นเรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง มีกระบวนการจ้องล้ม”: ปรับบทบาทตนเองจาก “ผู้กระทำผิด” ให้กลายเป็น “เหยื่อ” เพื่อสร้างความเห็นใจและปั่นกระแสให้มวลชนแตกแยก
  • “เรื่องธรรมดาของฝ่ายค้าน ขาประจำกล่าวหา เล่นไม่เลิก”: ด้อยค่าเสียงร้องเรียนของสังคมและสื่อมวลชนว่าเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อดิสเครดิต
  • ”ฟ้องปิดปาก“ ดำเนินการฟ้องร้องเพื่อข่มขู่หรือสร้างภาระให้กับผู้เปิดโปงให้ข้อมูลกับสังคม นอกจากจะเป็นการฟ้องแก้เกี้ยวแล้วยังข่มขู่ให้คนอื่นๆ หมดความกล้าหาญที่จะช่วยกันดูแลประเทศ  อีกทั้งพยายาม ลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้เปิดโปงว่าไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • “ปล่อยให้เรื่องเงียบ อีกไม่นานประชาชนก็ลืม”: ใช้ความอดทนกอดเก้าอี้เพื่อรอเวลา เพราะเชื่อมั่นว่าธรรมชาติของสังคมไทยมีความจำสั้น เดี๋ยวข่าวใหม่มาข่าวเก่าก็ดับไปเอง

ดูเขา ลองมองเรา: คำว่า “สปิริต” ที่ต่างชาติทำ แต่ไทยไม่รู้จัก

ในสังคมประเทศที่พัฒนาแล้ว  การลาออกไม่ได้แปลว่า “ยอมรับว่าผิด ติดคุก” แต่หมายถึง “การเคารพประชาชนและศรัทธาในระบบ” หากมีข้อสงสัยเพียงเล็กน้อยที่อาจทำให้องค์กรหรือประเทศเสียชื่อเสียง ผู้นำที่แท้จริงจะก้าวลงมาทันทีเพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน:

เซบาสเตียน คัวร์ซ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรีย เผชิญการสอบสวนคดีทุจริตและนำเงินรัฐไปจัดทำโพลการเมืองในปี 2564 เขาตัดสินใจสละตำแหน่งในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน เพื่อแสดงสปิริต ลดความวุ่นวาย และเปิดทางให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อ (เครดิตภาพ : Getty Images)
  • ญี่ปุ่น (เคารพความรู้สึกประชาชน): รัฐมนตรีหลายคนตัดสินใจ “ลาออก” เพียงเพราะถูกจับได้ว่าใช้นายทุนจ่ายค่าอาหาร หรือมีคนสนิททำผิดวินัย ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาด้วยซ้ำ เพราะเขาถือว่า “ความคลางแคลงใจของประชาชน คือความล้มเหลวในการบริหารงานแล้ว”
  • สหราชอาณาจักร (เคารพสถาบันการเมือง): นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีพร้อมก้าวลงจากตำแหน่งทันทีเมื่อนโยบายผิดพลาดหรือสร้างความสงสัยในเรื่องความโปร่งใส เพื่อปกป้องไม่ให้พรรคและรัฐบาลต้องเสื่อมเสีย
  • เกาหลีใต้และยุโรป: หากโครงการระดับชาติมีข้อสงสัยเรื่องการทุจริต ผู้รับผิดชอบจะสละตำแหน่งทันที เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างอิสระ โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนต้องมานั่งขับไล่

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย… หลักฐานกองพะเนิน คลิปวิดีโอมัดตัว สังคมตั้งคำถามทั้งประเทศ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงการแถลงข่าวหน้าเซ็งๆ อ้างเหตุเกิดก่อนรัฐบาล  ไม่รู้ไม่เห็นทุจริตไม่เป็น  อ้างกระบวนการกฎหมาย แล้วกอดเก้าอี้ต่อไปอย่างไม่อายใคร

ปัญหาซ้ำซ้อน: พรรคการเมืองสากล vs “พรรคการเมืองบริษัทจำกัด”

ทำไมต่างประเทศถึงเปลี่ยนตัวผู้บริหารได้ง่าย แต่ไทยถึงยากเย็น?

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว “พรรคการเมืองคือสถาบันของประชาชน เมื่อผู้บริหารหรือนายกรัฐมนตรีมีมลทิน พรรคจะทำการ “เปลี่ยนตัวผู้เล่น” ทันที เพื่อรักษาภาพลักษณ์และบทบาทของพรรคไว้ ไม่ปล่อยให้คนๆ เดียวมาถ่วงความเจริญของประเทศ”

แต่ในประเทศไทย พรรคการเมืองส่วนใหญ่กลับมีสภาพไม่ต่างจาก “บริษัทจำกัดของตระกูลหรือนายทุนบางคน”

  • พรรคไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ประชาชน แต่สร้างมาเพื่อเป็นพาหนะส่ง “เจ้าของพรรค” หรือ “คนของนายทุน” เข้าสู่อำนาจ
  • เมื่อผู้นำทำผิด พรรคจึงไม่กล้าปลด ไม่กล้าเปลี่ยนตัว เพราะเกรงใจนายทุนใหญ่
  • ประเทศชาติจึงต้องกลายเป็นตัวประกันของคนไม่กี่คน ที่อยากบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
  • เมื่อมองพรรคเป็นบริษัท  มี สส.และ สว.เป็นพนักงานบริษัท มีการลงทุน จ่ายเงินเดือนให้อีกเดือนละ 400,000 บาท ถ้าไม่ลงมติตามสั่งจะถูกหัก 100,000 บาทในทุกครั้งที่ลงมติ  ถ้าอยู่ยาวครบเทอมจะจ่ายให้อีกคนละ 2 ล้านบาท  เมื่อมีการลงทุนก็ต้องมีการถอนทุนและกำไร  สปิริตถึงหดหาย ต้องด้านและต้องทนให้ยาวนานที่สุด

องค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเที่ยงตรง ไม่กลัวอิทธิพลและบุญคุณ

ความเป็นอิสระคือหัวใจการทำงานขององค์กรอิสระ   กกต.ต้องลบคำกล่าวหาว่า “กกต.= กูกลัวตาย”   เช่นเดียวกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ต้องไม่ตอบแทนบุญคุณในสิ่งที่กระทบต่อประโยชน์ของสังคม  แต่ตอบแทนบุญคุณเฉพาะเรื่องส่วนตัว  ต้องมีความละอายที่จะลงมติ ตัดสินใจขณะที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนั้นๆ

ถ้าคิดว่าลำบากใจ การลาออกน่าจะเป็นหนทางที่สง่างามเพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นทำหน้าที่ จะเป็นการสร้างมาตรฐานจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่สังคมจะปรบมือให้

 สังคมไทยต้องเลิก “ยอม” และทำให้พฤติกรรม “ด้านไม่รู้จักอาย” มีราคาที่ต้องจ่าย

การที่นักการเมือง องค์กรอิสระและผู้มีอำนาจไม่ยอมสละตำแหน่ง ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่เพราะเขาคิดว่า “ประชาชนทำอะไรเขาไม่ได้” เดี๋ยวเรื่องก็เงียบหายไปตามกาลเวลา

ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเปลี่ยนบทบาท:

  1. เปลี่ยน “คำขอโทษ” ให้เป็นการ “ลงโทษทางสังคม” (Social Sanction): หยุดยกย่อง ปรบมือ หรือให้เกียรติผู้ที่มีมลทินทางการเมือง ไม่ว่าจะในงานสังคมหรือบนหน้าสื่อ
  2. อย่าปล่อยให้ “เวลา” ช่วยล้างบาป:  บันทึกชื่อ ตัวบุคคล และพรรคการเมืองที่ด้านไม่รู้จักอายไว้ในความทรงจำ เปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับรู้  แล้วส่งสัญลักษณ์ที่ชัดเจนผ่าน “การลงคะแนนเสียง” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
  3. เลิกเชื่อคำอ้าง “เรื่องอยู่ในศาล”รอศาลตัดสิน ระหว่างนี้คือบริสุทธิ์ : ต้องช่วยกันยืนยันว่า “บรรทัดฐานจริยธรรม อยู่สูงกว่าข้อแก้ตัวทางกฎหมาย” การลาออกคือการแสดงสปิริต ไม่ใช่เรื่องของการรอคำตัดสินคดีอาญา

“คนมีเกียรติ เมื่อถูกตั้งคำถาม… เขาจะสละตำแหน่งเพื่อปกป้องระบบ แต่คนไร้เกียรติ… จะเกาะตำแหน่งไว้อย่างไม่อายใคร แล้วปล่อยให้ประเทศชาติพังทลายลงไปพร้อมกับตัวเอง”

ถ้าผู้นำและนักการเมืองไทยยังไม่รู้จักคำว่า “ละอายต่อบาป” ประชาชนก็จำเป็นต้องช่วยกันสั่งสอนให้รู้ว่า “พฤติกรรมด้านไม่รู้จักอาย” มีราคาที่แพงเกินกว่าที่ใครจะแบกรับไหว!

——————————-

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง