เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ บริเวณอัลคาซ่า พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้จัดระเบียบผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ โดยเปลี่ยนสีเสื้อกั๊กหรือเสื้อคลุมจากสีส้มเป็นสีน้ำเงิน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ทันสมัย ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

โดยมี นายพงศ์สิษฐ์ ปิจนันท์ รองผวจ.ชลบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม “การจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี” พร้อมด้วย นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.ท. จักรกฤษณ์ จันตาคำ สารวัตรจราจร สภ.บางละมุง หัวหน้าส่วนราชการอำเภอบางละมุง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ เข้าร่วม

สืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการประจำท้องที่จังหวัดชลบุรี พื้นที่อำเภอบางละมุง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเห็นชอบให้เปลี่ยนสีเสื้อคลุมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะจากสีส้มเป็นสีน้ำเงิน พร้อมกำหนดแนวทางจัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์รับจ้างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมมีการจัดตั้งสถานที่รอรับผู้โดยสารหรือวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง จำนวน 554 แห่ง และมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะขึ้นทะเบียนจำนวน 5,281 คน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศหลักเกณฑ์การยกเลิกสถานที่รอรับคนโดยสารและถอดรายชื่อออกจากบัญชีผู้ขับขี่ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่

ซึ่งหลังอบรมกฎระเบียบต่าง ๆให้กับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะเสร็จสิ้น ได้มีการปล่อยขบวนรถจักรยานยนต์สาธารณะที่เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงิน เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง

นายสมศักดิ์ ชาญชัย หนึ่งในผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เผยว่าตนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนสีเสื้อกั๊กจากสีส้มมาเป็นสีน้ำเงิน ทั้งๆเสื้อสีส้มชาวบ้านตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เคยใข้บริการต่างก็คุ้นและชินตามานานหลายปีจนเป็นสัญลักษณ์ของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างไปแล้ว แต่เมื่อทางราชการมีนโยบายให้เปลี่ยนสีเสื้อเป็นสีน้ำเงิน ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ถึงแม้ว่าเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีทึบจะไม่โดดเด่นมองเห็นได้แต่ไกล อาจเป็นอันตรายในการขับขี่ยามค่ำคืน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น ซึ่งตนเป็นห่วงตรงจุดนี้เท่านั้น ส่วนจะเป็นการเอาอกเอาใจนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ตนจะไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องนี้




