ปรากฏการณ์เอลนีโญกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง และมีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกข้อมูล โดยศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศแห่งสหรัฐ ประกาศเมื่อเดือนมิ.ย. ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวกลับมาแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ ผลผลิตทางการเกษตร ตลาดพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก
เอลนีโญเกิดขึ้นเมื่อบรรยากาศตอบสนองต่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลง บางพื้นที่เผชิญอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง ขณะที่บางแห่งมีฝนตกหนักและเสี่ยงน้ำท่วม ความแปรปรวนดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตพลังงาน จนผลักดันเงินเฟ้อและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบเริ่มปรากฏแล้วในหลายพื้นที่ โดยอินเดียเผชิญฤดูมรสุมที่อ่อนกำลังที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ขณะที่อินโดนีเซียเผชิญไฟป่ารุนแรงขึ้น และผลผลิตน้ำตาลกับกาแฟในบราซิลตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า พื้นที่หนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียสในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นความผิดปกติสูงสุดในรอบเกือบ 80 ปี
นักพยากรณ์อากาศของสหรัฐประเมินว่า มีโอกาส 83% ที่เอลนีโญครั้งนี้จะรุนแรงที่สุดในประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2493 ภายในสิ้นปีนี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโลกอาจกำลังเผชิญ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
This El Niño is shaping up to be the most powerful on record. Here's what to know. https://t.co/Rm5BXZFII3
— Bloomberg (@business) October 12, 2026
อย่างไรก็ตาม คำดังกล่าวไม่ใช่ศัพท์ทางการ ที่หน่วยงานพยากรณ์อากาศอย่างสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ ( โนอา ) หรือองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกใช้เรียกอย่างเป็นทางการ
เอลนีโญได้รับการสังเกตครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยชาวประมงเปรู ซึ่งพบว่าน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นผิดปกติในช่วงคริสต์มาส จึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เอลนีโญ เด นาวิดัด” ซึ่งหมายถึงพระกุมารเยซู
โดยปกติ ลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก ผลักดันมวลน้ำอุ่นไปทางเอเชีย แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศ ทำให้น้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางทวีปอเมริกา ส่งผลให้อุณหภูมิทะเลในแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบพายุและปริมาณฝน

เอลนีโญเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรภูมิอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียกว่า เอลนีโญ-เซาเทิร์นออสซิลเลชัน หรือเอ็นโซ ซึ่งสลับระหว่างเอลนีโญ ลานีญา ซึ่งมีอุณหภูมิเย็นกว่าปกติ และช่วงเป็นกลาง ปรากฏการณ์นี้มักเกิดทุก 2-7 ปี และมีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2566-2567
โนอาใช้ข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณที่เรียกว่า “นีโญ 3.4” เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญ โดยเอลนีโญจะเกิดเมื่ออุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องตามเกณฑ์ช่วงเวลา 3 เดือนที่ทับซ้อนกัน 5 ช่วง
ส่วนเอลนีโญระดับรุนแรงต้องสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส และระดับรุนแรงมากต้องสูงอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ พื้นที่นีโญ 3.4 มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ 2.1 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนก.ย.
เอลนีโญระดับรุนแรงมากเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่ปี 2493 มีเพียงไม่กี่ครั้ง และครั้งล่าสุดคือปี 2558-2559 ปรากฏการณ์นี้ยังอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรแปซิฟิกค่อย ๆ ปลดปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศ

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ปี 2570 อาจเป็นหนึ่งในปีซึ่งร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอาจทำลายสถิติปี 2567 ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส
ผลกระทบของเอลนีโญแตกต่างกันตามภูมิภาค ในด้านพายุ เอลนีโญมักทำให้ฤดูเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกมีพายุน้อยลง เนื่องจากแรงเฉือนลมที่เพิ่มขึ้นขัดขวางการก่อตัวของพายุ ขณะที่พายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเป็นแหล่งพลังงานให้พายุ ส่งผลให้เอเชีย ฮาวาย และเม็กซิโกเสี่ยงเผชิญความเสียหายมากขึ้น
เอลนีโญจึงเป็นหนึ่งในสัญญาณภูมิอากาศที่นักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิด บริษัทพลังงานใช้ข้อมูลคาดการณ์เพื่อประเมินความต้องการไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศและความเสี่ยงต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ส่วนผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ติดตามผลกระทบต่อผลผลิตพืช การทำเหมือง การผลิตน้ำมันและก๊าซ ตลอดจนเส้นทางเดินเรือ โดยภัยแล้งอาจทำให้ระดับน้ำในคลองปานามาลดลงและชะลอการขนส่งสินค้า
ขณะเดียวกัน ภัยแล้งและอากาศร้อนอาจกระทบผลผลิตข้าว ข้าวสาลี ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และน้ำตาล รวมถึงทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง เนื่องจากน้ำอุ่นขัดขวางการขึ้นมาของน้ำเย็นที่อุดมด้วยสารอาหารในมหาสมุทรแปซิฟิก กระทบห่วงโซ่อาหารและการประมง ความเสียหายต่อผลผลิตพืช สัตว์น้ำ และปศุสัตว์จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้น
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยหรือรุนแรงขึ้นเพียงใด แต่มีความเห็นสอดคล้องกันมากขึ้นว่า โลกที่ร้อนขึ้นอาจขยายผลกระทบของปรากฏการณ์นี้ โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ภัยแล้งในพื้นที่แห้งแล้งอยู่แล้วรุนแรงกว่าเดิม ขณะที่อากาศอุ่นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ส่งผลให้ฝนตกหนักขึ้นระหว่างเกิดพายุ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



