สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ว่า รายงานติดตามภาวะหนี้โลกของไอไอเอฟ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงยอดหนี้สินรวมจากภาคส่วนกู้ยืมหลัก 4 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐบาล ครัวเรือน การเงิน และธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและเศรษฐกิจเกิดใหม่มากกว่า 100 ประเทศ นับเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6
นายเอ็มเร ทิฟติก ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดโลกและนโยบายของไอไอเอฟ กล่าวว่า คลื่นหนี้สินในรอบปัจจุบันมีความแตกต่างจากรอบก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น วิกฤติการเงินโลกในปี 2551 และการระบาดของโรคโควิด-19
“แต่ภาวะหนี้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤติเฉพาะเจาะจงใด ๆ สถานการณ์ทั้งหมดขับเคลื่อนโดยวัฏจักรเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และการป้องกันประเทศ เนื่องจากการใช้จ่ายข้างต้นเป็นเชิงโครงสร้าง มากกว่าเป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และหนี้สินเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป” ทิฟติก กล่าวเพิ่มเติม
Led by China and US borrowing, the world now owes a record US$365 trillion debt: IIFhttps://t.co/49GLSjoIIg
— South China Morning Post (@SCMPNews) September 23, 2026
ทั้งนี้ ไอไอเอฟระบุว่า หนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 334 ล้านล้านบาท) ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 ซึ่งถือเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของการขยายตัวในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยถูกจำกัดด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และความผันผวนที่เชื่อมโยงกับสงครามในอิหร่าน
ข้อมูลการคำนวณที่อ้างอิงตัวเลขของไอไอเอฟ เผยให้เห็นว่า เฉพาะจีนเพียงประเทศเดียวมียอดการกู้ยืมใหม่มากกว่า 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 160 ล้านล้านบาท) ทำให้ยอดหนี้คงค้างของจีนอยู่ที่ 72.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,420 ล้านล้านบาท) ขณะที่หนี้สินรวมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 117 ล้านล้านบาท) เป็น 111.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,731 ล้านล้านบาท) ในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



