หูดหงอนไก่ ภัยร้ายจากเพศสัมพันธ์ ติดได้จากการสัมผัสแม้แต่ถุงยางก็ช่วยได้ไม่ครอบคลุม ถ้าผู้หญิงตั้งครรภ์เป็นผลจะเลวร้ายมาก เผยวิธีรักษา
ปัจจุบันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดง่ายขึ้นเพราะหลายคนย่อหย่อนที่จะป้องกัน หนึ่งในโรคที่เกิด เห็นอาการภายนอกคือหูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) เกิดจากเชื้อไวรัสต้นเหตุที่เรียกว่า ฮิวแมนแปปิโลมาไวรัส (HPV: Human Papillomavirus) โรคนี้เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในผู้ใหญ่พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ คือ ในช่วงอายุ 16-25 ปี โดยเชื้อชนิดนี้ชอบอยู่บริเวณที่อับชื้น ทำให้เกิดรอยโรคที่อวัยวะสืบพันธุ์
หูดหงอนไก่ติดต่อได้ทางสัมผัส การมีเพศสัมพันธ์ และการคลอดทารกผ่านทางช่องคลอด อาการส่วนใหญ่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการของโรคหูดหงอนไก่มีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงมีก้อนโตมากจนอุดกั้นช่องคลอด ทวารหนักหรือท่อปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกจากก้อนหูด มีอาการคัน ตกขาวผิดปกติหรือแม้แต่แสบร้อนที่อวัยวะเพศ ในผู้หญิง พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักและบริเวณฝีเย็บ การตั้งครรภ์ทำให้หูดโตเร็วกว่าปรกติ
ในผู้ชาย มักพบใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง และรูเปิดท่อปัสสาวะ และอาจพบบริเวณรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
ในทารก ที่คลอดผ่านช่องคลอดของมารดาที่มีหูดหงอนไก่ อาจจะทำให้เกิดโรคที่หลอดเสียง ซึ่งมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่เสียงแหบจนถึงมีการอุดกั้นของกล่องเสียง
การรักษาส่วนใหญ่เพื่อเป็นการบรรเทาอาการ โดยหากภูมิคุ้มกันของร่างกายดีโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลา และการรักษาด้วยยาโดยแพทย์จะนัดทายาทุก 1 สัปดาห์ โดยก่อนทายาทุกครั้งผู้ป่วยควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเสมอ เพราะหลังจากทายาแล้วไม่ควรให้รอยทายาโดนน้ำอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ยามีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น สารละลายกรดเข้มข้น (80-90% Trichloroacetic acid) ออกฤทธิ์โดยทำให้โปรตีนในเซลล์เสื่อมสภาพเป็นเซลล์ตาย ซึ่งหูดที่มีก้านมักหลุดออกไปภายใน 2-3 วัน อาจทำให้เกิดผิวหนังระคายเคืองเป็นแผลเลือดออกได้
การทายานั้นจะต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้เท่านั้น สำหรับยาที่ให้ผู้ป่วยทาเอง ในปัจจุบันที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มี 2 ชนิด ได้แก่ อิมิควิโมด (5%Imiquimod/Aldara) ยานี้จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ให้ร่างกายกำจัดไวรัสเอชพีวีด้วยตัวเอง ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดผื่นแดง โพโดฟิลอก (Podofilox 0.5%) เป็นยาที่ยับยั้งการแบ่งเซลล์ ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดระคายเคืองเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยการจี้ไฟฟ้า จี้เย็น และการตัดด้วยใบมีด ซึ่งแนวทางการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ หูดหงอนไก่ไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี อาจติดเชื้อได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากติดสายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วยก็มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งขึ้น หูดหงอนไก่ที่ขนาดใหญ่ในระหว่างการตั้งครรภ์ อาจขัดขวางการคลอดจนต้องผ่าตัดคลอดได้
หูดหงอนไก่ยังสามารถเกิดที่คอหอย หลอดลม หรือเส้นเสียงของทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคนี้ได้ ทำให้มีผลต่อการหายใจของทารกจนอาจเสียชีวิตได้ การรักษามักต้องผ่าตัดออก และต้องทำหลายครั้งซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานมาก
หูดหงอนไก่ สามารถเกิดซ้ำได้ถึง 30-70% ในระยะเวลา 6 เดือนหลังสิ้นสุดการรักษา สาเหตุเป็นได้ตั้งแต่ยาไม่มีประสิทธิภาพ การติดเชื้อซ้ำจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการเกิดรอยโรคจากเชื้อในร่างกายตนเอง การป้องกันคือการมีคู่นอนคนเดียวหรือให้น้อยที่สุด ถุงยางอนามัยไม่สามารถลดการถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ เพราะเชื้อนี้สามารถกระจายอยู่ได้ทั่วไป ตั้งแต่รอบทวารหนัก ฝีเย็บ หัวหน่าว เป็นต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ถุงยางอนามัยครอบคลุมไม่ถึง การสัมผัสอวัยวะเพศภายนอกด้วยวัตถุ หรืออวัยวะที่มีเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ก็ยังคงสามารถทำให้เกิดโรคนี้ได้
ปัจจุบันมีการคิดค้นวัคซีนที่สามารถป้องกันเกิดโรคหูดหงอนไก่ได้ ซึ่ง 90% ของหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิด 6, 11 โดยวัคซีนที่ป้องกันหูดหงอนไก่ได้อยู่ในรูปวัคซีนเอชพีวีชนิดที่มี 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18) และ 9 สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งทวารหนักได้อีกด้วย
( ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์นรีเวช โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ )



