3 แนวทางพลังงานไทย
ภายในงาน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ฉายภาพการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของไทยว่า ไทยได้ขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสำคัญผ่าน 3 แนวทาง แนวทางแรก เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่เหมาะสม ซึ่งก๊าซธรรมชาติและแอลเอ็นจี ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พร้อมกระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก เพื่อให้ประชาชน และภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม
แนวทางที่สอง การทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง ผ่านการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ตั้งแต่กลางเดือนต.ค. รัฐบาลจะเริ่มโครงการสนับสนุนครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ วงเงิน 50,000 ล้านบาท พร้อมยกเว้นภาษีนำเข้าส่วนประกอบบางประเภท เพื่อช่วยลดค่าไฟและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น

พร้อมเป็นหุ้นส่วนสร้างอนาคต
แนวทางที่สาม เป็นการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมุ่งพัฒนากฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบพลังงานสะอาดให้พร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว ซึ่งหวังว่า การประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ในการร่วมสร้างอนาคตพลังงานที่มั่นคง เข้าถึงได้ สะอาด และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้าน “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ขยายความว่า การนำเวทีพลังงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกกลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 18 ปี ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นวาระสำคัญร่วมกันของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งไทยมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูง บริษัทพลังงานชั้นนำ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โดยยืนยันว่า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสอดคล้องกับรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่ระบุความต้องการก๊าซธรรมชาติทั่วโลกยังคงสูงมาก และจะยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในทศวรรษข้างหน้า

เปิดนานาชาติร่วมสำรวจปิโตร
ทั้งนี้เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว ประเทศไทยได้เปิดโอกาสการลงทุนแก่พันธมิตรนานาชาติ ผ่านการเปิดแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 บนพื้นที่ศักยภาพสูงในทะเลมากกว่า 60,200 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งเร่งขยายขีดความสามารถการรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากเดิม 19 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 27 ล้านตัน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่นวัตกรรมจัดหา การจัดซื้อร่วม ไปจนถึงการร่วมลงทุน
ส่วนบริษัทพลังงานของไทย ที่สร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยอย่าง “คงกระพัน อินทรแจ้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. กล่าวว่า งานนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก และเป็นโอกาสสำคัญที่ ปตท. จะได้แสดงศักยภาพธุรกิจของกลุ่มต่อสายตาพันธมิตรนานาชาติ โดยก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซฯ ที่ส่งผ่านท่อ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อพลังงานโลก โดยถูกจัดเป็นเชื้อเพลิงปลายทางที่สำคัญ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพงจนเกินไป และเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทไฮโดรคาร์บอนที่สะอาดที่สุดเมื่อเทียบกับถ่านหินและน้ำมัน

ปตท.เดินหน้า LNG โต 3 เท่า
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยประมาณ 50% นำเข้าจากเมียนมาประมาณกว่า 10% และนำเข้าแอลเอ็นจี อีกกว่า 30% ทำให้ก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม โดยโลกยังต้องใช้ก๊าซธรรมชาติไปอีก 20-30 ปี แต่ต้องควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน เพราะแม้ก๊าซธรรมชาติจะสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่น แต่การเผาไหม้ก็ยังปล่อยคาร์บอนได ออกไซด์อยู่ ปตท. จึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (ซีซีเอส) ควบคู่ไปด้วย
เสาหลักมั่นคงปท.
ปตท.มีหน้าที่หลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม โดยดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมากว่า 40 ปี และจะผลักดันให้การใช้ก๊าซธรรมชาติในอีก 20-30 ปีข้างหน้าเป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการลดการปล่อยคาร์บอนด้วยวิธีการต่างๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ตามทิศทางนโยบายของภาครัฐ
สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และแอลเอ็นจี ปตท. ยึด 3 เสาหลัก คือ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน โดยปัจจุบันเน้นน้ำหนักไปที่ความมั่นคงเป็นพิเศษ ด้วยการลงทุนแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งในอ่าวไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และแหล่งก๊าซ–น้ำมันทั่วโลกที่มีต้นทุนสามารถแข่งขันได้

ซื้อขายแอลเอ็นจีคึกคัก
ทั้งนี้ ปตท. ได้ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอแอลเอ็นจี จากปัจจุบันที่มีปริมาณซื้อขายอยู่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี ไม่รวมส่วนที่นำเข้าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านตัน ภายในปี 73 และ 15 ล้านตัน ภายในปี 78 ถือเป็นการเติบโตกว่า 3 เท่าตัวภายในทศวรรษหน้า ซึ่งงาน Gastech 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ มีคู่ค้าและพันธมิตรจากทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาความร่วมมือด้านการลงทุน การแสวงหาแหล่งพลังงานร่วมกัน ตลอดจนการซื้อขาย LNG กับ ปตท. อย่างคึกคัก
ปตท.โชว์ศักยภาพธุรกิจ
ด้านความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ปตท. มีแผนฉุกเฉินที่ซักซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และได้ลงทุนล่วงหน้าหลายแสนล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ จากเดิมที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก มาสู่การจัดหาจากภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาและแอฟริกาตะวันตก ผ่านศักยภาพธุรกิจเทรดดิ้งที่ลงทุนไว้ล่วงหน้า
ไฮไลต์ของปตท. ในงาน Gastech 2026 เข้าร่วมงานในฐานะผู้สนับสนุนหลักร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความสำคัญของประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติโลก โดย ปตท. ได้เชิญพันธมิตรและบริษัทพลังงานแห่งชาติจากทั่วโลกเข้าร่วมกิจกรรมที่บูธของบริษัท ซึ่งจัดแสดงศักยภาพธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาก๊าซธรรมชาติ การดึงดูดผู้ร่วมทุน ธุรกิจสำรวจและผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (ซีซีเอส) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กับการลดคาร์บอนที่ ปตท. ให้ความสำคัญ

โทนีชี้ทั่วโลกทบทวนพลังงาน
เซอร์ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และประธานบริหารสถาบันโทนี แบลร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับโลก กล่าวบนเวทีการประชุม Gastech 2026 ว่า ปัจจุบันความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นหัวใจของเอกราช ความมั่นคง และอนาคตเศรษฐกิจของทุกประเทศ โดยโลกกำลังอยู่ในระเบียบพลังงานใหม่จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสูง และการปฏิวัติเทคโนโลยี ทำให้ประมาณ 45 ประเทศต้องกลับมาทบทวนนโยบายพลังงาน เพื่อให้มีพลังงานที่ราคาเข้าถึงได้ ยั่งยืน และไม่พึ่งพาแหล่งเดียว
ประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเศรษฐกิจยังต้องเติบโต โรงงานต้องเดิน ระบบขนส่งต้องใช้พลังงาน และประชาชนต้องมีไฟฟ้าใช้ในราคาที่รับได้
มองให้ไกลไม่ใช่รอไม่พอแล้วแก้
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ เอไอ กำลังทำให้ความต้องการไฟฟ้าของโลกพุ่งขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบประมวลผลขนาดใหญ่จะกลายเป็นโจทย์ใหม่ของทุกประเทศ การวางระบบพลังงานจึงต้องมองไปไกลกว่าวันนี้ ไม่ใช่รอให้ไฟไม่พอแล้วค่อยแก้ โดยโลกไม่ควรนำพลังงานฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียนมาต่อสู้กันเอง เพราะประเทศกำลังพัฒนายังต้องใช้พลังงานเพื่อสร้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิต ก๊าซธรรมชาติจึงยังมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับการลงทุนพลังงานสะอาด
“เราไม่สามารถไปบอกประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกาหรือภูมิภาคอื่นให้จำกัดการพัฒนาของตนเองได้ ทางออกต้องอยู่บนเทคโนโลยี หลักฐานจริง และนโยบายที่ปฏิบัติได้ ไม่ใช่การรณรงค์ที่ตัดขาดจากชีวิตผู้คน เทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญของพลังงานยุคใหม่ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โซลาร์เซลล์ในบ้าน การขายไฟส่วนเกินกลับเข้าระบบเอไอ พลังงานนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีลดคาร์บอนที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดผลจริง”

ผู้นำคิดให้ถูกแล้วปรับการเมืองรับ
“แบลร์” ย้ำว่า “Policy First, Politics Second” หรือต้องเอานโยบายนำการเมือง ผู้นำต้องคิดคำตอบที่ถูกต้องก่อน แล้วจึงปรับการเมืองให้สอดคล้อง ประเทศที่ตัดสินใจระยะยาวจากข้อเท็จจริง คือประเทศที่จะยืนได้ในโลกผันผวน
กฟผ.ตั้งหน่วยเฉพาะดู SMR
“นรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กฟผ.ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาเพื่อศึกษา และพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยนำข้อมูลและผลการศึกษาเดิมจากโครงการนิวเคลียร์เมื่อ 10 ปีก่อนมาปรับใช้ โดยตามแผน PDP2026 คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี สำหรับโรงไฟฟ้า SMR เพื่อรอความพร้อมของเทคโนโลยี และกรอบกฎหมาย แม้ในความเป็นจริงต้องการจะเร่งให้เร็วขึ้นก็ตาม โดยขนาดกำลังการผลิตเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์ โดยกฟผ. พยายามบริหารจัดการเงินลงทุนให้ต่ำที่สุด แม้ปัจจุบันตัวเลขอาจดูสูง แต่ในช่วงที่เริ่มลงทุนจริงราคาน่าจะปรับต่ำลงแล้ว ส่วนตัวเลขเงินลงทุนสุทธิจะสรุปอีกครั้งในภายหลัง

กัลฟ์ย้ำก๊าซธรรมชาติยังจำเป็น
“สารัชถ์ รัตนาวะดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ เล่าถึงทิศทางธุรกิจและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญต่อการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว แม้ภาครัฐจะผลักดันการใช้พลังงานสีเขียว ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ รวมถึง SMR แต่ก๊าซธรรมชาติยังคงมีความจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิต และไม่สามารถจ่ายไฟได้ตลอดเวลา
ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติจึงยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอ ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจะช่วยให้ประเทศพึ่งพาพลังงานภายในประเทศได้มากขึ้น และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
ชี้ไทยหมุดหมายลงทุนพลังงาน
ขณะที่ “พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์” เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ทิศทางพลังงานไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยไทยต้องมุ่งสู่ระบบพลังงานที่ไม่ได้วัดกันเพียงความสะอาด แต่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง ความมั่นคงด้านพลังงาน ราคาที่เหมาะสม ความยั่งยืน และการแข่งขันที่เป็นธรรม ดังนั้นการที่ไทยเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะ LNG และพลังงานสะอาด จากสถานการณ์ภูมิรัฐ ศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลง ทำให้นักลงทุนต้องมองหาแหล่งลงทุนใหม่ที่มีศักยภาพและสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ ขณะที่ไทยมีทั้งตลาดก๊าซในประเทศและศักยภาพเป็นศูนย์กลางกระจายพลังงานสู่ภูมิภาค.



