สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีศึกษาที่น่าตกตะลึงที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อต้นเดือนกันยายน โดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลประชาชนมณฑลหูหนาน ประเทศจีน ได้เผยแพร่กรณีศึกษาที่หาได้ยากยิ่งในวารสารทางการแพทย์ BMC Cardiovascular Disorders หลังจากตรวจพบเข็มเย็บผ้ายาว 36 มิลลิเมตร (3.6 เซนติเมตร) แทงผ่านถุงหุ้มหัวใจเข้าไปถึงช่องในห้องหัวใจด้านล่างซ้ายของคนไข้ชายวัย 35 ปี ซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญา
ในรายงานการศึกษาระบุว่า เดิมที คนไข้รายนี้เดินทางมาพบแพทย์เนื่องจากมีอาการเจ็บปวดเมื่อปัสสาวะและปัสสาวะเป็นเลือด ขณะที่สัญญาณชีพทั่วไปยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ และระบบไหลเวียนโลหิตยังคงทำงานได้ตามปกติ

เมื่อแพทย์ตรวจสอบผลจากการตรวจภาพถ่ายรังสีและสแกนคอมพิวเตอร์บริเวณช่องอก ท้อง และอุ้งเชิงกราม ก็พบเงาโลหะแปลกปลอมกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งผนังหน้าท้อง อุ้งเชิงกราน ผนังและช่องในกระเพาะปัสสาวะ กระดูกสะโพก กล้ามเนื้อสะโพก รวมถึงอวัยวะเพศ โดยเข็มเล่มที่อันตรายที่สุดคือเข็มที่ทิ่มเข้าหัวใจ ซึ่งส่งผลให้หัวใจห้องล่างซ้ายเริ่มโตและแสดงสัญญาณความผิดปกติในระยะเริ่มต้น
ทีมแพทย์ตัดสินใจผ่าตัดเพื่อนำเข็มออกจากหัวใจผู้ป่วยเป็นอันดับแรก เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะหัวใจรั่วซึม ติดเชื้อ หรือฉีกขาด หลังจากนั้นจึงผ่าตัดนำเข็มบริเวณกระเพาะปัสสาวะที่มีคราบคล้ายนิ่วเกาะอยู่ออกในภายหลัง ซึ่งการผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและคนไข้สามารถฟื้นตัวได้เป็นปกติ

แม้แพทย์และครอบครัวจะไม่สามารถระบุแน่ชัดถึงที่มาของเข็มเหล่านี้ เนื่องจากขาดข้อมูลประวัติทางการแพทย์ในอดีต ก่อนหน้านี้พบเพียงประวัติการผ่าตัดของชายคนนี้ว่า เขาเคยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำวัตถุคล้ายเข็ม 2 เล่มออกจากหน้าท้องเมื่อสองปีก่อน
ทีมแพทย์คาดว่า เข็มเย็บผ้าที่ฝังอยู่ในร่างของคนไข้ร้ายนี้อาจเกิดจากพฤติกรรมทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรงด้วยการฝังสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย (Self-embedding behavior) ซึ่งมักพบในผู้ที่มีสภาวะทางจิตหรือความบกพร่องทางสติปัญญา
ทั้งนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับการผ่าตัดนำเข็มเย็บผ้า 17 เล่มออกจากหัวใจผู้ป่วยในปี 2567 ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2510 มีรายงานกรณีพบเข็มปักในหัวใจจากการทำร้ายตัวเองเพียง 34 กรณีทั่วโลก เนื่องจากหัวใจเป็นอวัยวะที่อาจยังคงทำงานต่อไปได้โดยไม่แสดงอาการผิดปกติชัดเจนเป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี แม้มีสิ่งแปลกปลอมทิ่มแทงคาไว้ และเป็นเรื่องยากในการวินิจฉัยอาการ หากคนไข้ไม่แจ้งแพทย์ด้วยตนเอง
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : sciencealert.com
เครดิตภาพ : Yingxin Ren et al., BMC Cardiovascular Disorders



