สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่า การลดลงอย่างต่อเนื่องของปริมาณน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย จะยิ่งทำให้วิกฤติอุปทานทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐแตะระดับสูงสุด นับตั้งแต่วิกฤติการเงินในปี 2551

อนึ่ง การโจมตีด้วยโดรนทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปิดท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกขนาดใหญ่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลริยาดยังไม่ให้รายละเอียดที่ครบถ้วน เกี่ยวกับขอบเขตความเสียหาย หรือระยะเวลาที่ท่อส่งน้ำมันจะปิดให้บริการ

ขณะที่แหล่งข่าวต่าง ๆ ให้การประมาณการที่แตกต่างกัน โดยแหล่งข่าวหนึ่งระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนาน 5-6 สัปดาห์ ส่วนอีกแหล่งข่าวหนึ่งระบุว่าอาจซ่อมแซมได้เร็วกว่านั้น และซาอุดีอาระเบียอาจกลับมาส่งน้ำมันได้บางส่วนระหว่างการซ่อมแซม

ซาอุดีอาระเบียใช้ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งพาดผ่านคาบสมุทรอาหรับ ลำเลียงน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของปริมาณน้ำมันโลก ไปยังท่าเรือยานบูบนทะเลแดง และช่วยลดผลกระทบจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นจากสงครามในอิหร่าน

แต่เนื่องจากท่อส่งน้ำมันดังกล่าวปิดให้บริการในขณะนี้ ท่าเรือยานบูจึงมีสต๊อกน้ำมันเพียงพอที่จะรองรับการส่งออกได้เพียง 5-7 วันเท่านั้น ตามแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม 3 ราย ที่คุ้นเคยกับการส่งออกของซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ปริมาณน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปีในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณการไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงลดลง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS