สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ว่าแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตันเปิดเผยว่า การโจมตีของอิหร่านเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ สร้างความเสียหายแก่เครื่องบินทหารสหรัฐหลายลำ ที่ฐานทัพอากาศมูวาฟฟัก ซัลตี ในจอร์แดน


การโจมตีดังกล่าวทำให้ปีกข้างหนึ่งของเครื่องบินโจมตี เอ-10 ธันเดอร์โบลต์ ทู หรือ “วอร์ธ็อก” ขณะที่เครื่องบินขับไล่ เอฟ-15 ราว 8 ลำได้รับความเสียหายเล็กน้อย และยังกลับมาใช้งานได้


กองทัพสหรัฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่และได้รับงบประมาณมากที่สุดในโลก ได้รับความเสียหายด้านยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉาก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้งจากการโจมตีของอิหร่าน อุบัติเหตุ และการสูญเสียโดรนมากกว่า 20 ลำ


ทั้งนี้ รายงานของฝ่ายวิจัยสภาคองเกรสสหรัฐ ( ซีอาร์เอส ) เผยแพร่เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า เครื่องบินทหารสหรัฐได้รับความเสียหายหรือสูญหายแล้ว 42 ลำ จากความขัดแย้งดังกล่าว และนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น มีทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 18 นาย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 800 นาย


การโจมตีฐานทัพสหรัฐในจอร์แดนเโดยอิหร่าน เกิดขึ้นหลังกองทัพสหรัฐทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน 5 ลำ เพื่อตอบโต้การที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี ) ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือรบกองทัพเรือสหรัฐ 2 ครั้งในช่วง 2 วันก่อนหน้า


อย่างไรก็ตาม กองทัพต้องยิงสกัดด้วยขีปนาวุธแพทริออตราว 30 ลูก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปริมาณอาวุธสกัดกั้นที่เหลืออยู่ โดยศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ ( ซีเอสไอเอส ) ประเมินว่า สหรัฐใช้ขีปนาวุธแพทริออตไปแล้วราว 65% ระหว่างเดือนก.พ.-ก.ค.ที่ผ่านมา เหลือในคลังไม่ถึง 850 ลูก จาก 2,330 ลูกก่อนสงคราม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES