วันนี้ (27 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีของชายจากไต้หวันผู้ใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นเครื่องมือรวบรวมหลักฐานการนอกใจของภรรยา จนทำให้ชนะการฟ้องร้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย แต่กลับต้องถูกตัดสินจำคุกในเวลาต่อมา เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วว่าวิธีการรสบรวมหลักฐานเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของฝ่ายหญิง

รายงานข่าวกล่าวอ้างถึงคำตัดสินของศาลซึ่งเพิ่งเปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้และรายงานโดยสื่อท้องถิ่น ระบุว่า ชายคนดังกล่าว (ไม่เปิดเผยนาม) แต่งงานเมื่อปี 2564 ปกติแล้ว เขากับภรรยาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเขา และจะเดินทางไปพักที่บ้านพักตากอากาศเฉพาะในช่วงวันหยุดเท่านั้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 สามีหนุ่มพบแปรงสีฟันที่ใช้แล้วในบ้านพักตากอากาศ ทำให้ความสงสัยของเขาเพิ่มสูงขึ้น หลังจากตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากโรงจอดรถ เขาก็พบชายแปลกหน้าคนหนึ่งไปที่นั่น ชายคนนี้เคยขับรถมาส่งภรรยาของเขาที่บ้าน

สามเดือนต่อมา เขาได้เปิดใช้งานหุ่นยนต์ดูดฝุ่นภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชันมือถือจากระยะไกล โดยตั้งใจจะใช้ฟังก์ชันเสียงในตัวเครื่องเพื่อพูดคุยกับภรรยา แต่ภาพจากสัญญาณถ่ายทอดสดกลับเป็นภาพภรรยาของเขากำลังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายอื่น ฝ่ายสามีตัดสินใจบันทึกภาพวิดีโอดังกล่าวไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องทางกฎหมาย

คลิปวิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพภรรยาของเขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า โอบกอดชายที่คาดว่าเป็นคนรัก และเดินไปมาในบ้านโดยไม่สวมเสื้อผ้า ในขณะที่คู่นอนของเธอนอนอยู่บนโซฟา

หลังจากนั้นไม่นาน สามีได้ใช้คลิปวิดีโอนี้เป็นหลักฐานในการยื่นฟ้องภรรยาและชู้รักในข้อหาละเมิดสิทธิในชีวิตคู่ โดยเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 2 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 2.2 ล้านบาท)

ศาลพิจารณาแล้วพบว่าความสัมพันธ์ชายหญิงในคลิปวิดีโอเกินเลยขอบเขตความเป็นเพื่อน และสั่งให้ทั้งสองคนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่สามีเป็นเงิน 500,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 516,500 บาท)

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะในคดีแพ่งนี้ไม่ได้ช่วยคุ้มครองสามีจากการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอันเนื่องมาจากวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานดังกล่าว

ฝ่ายภรรยาได้ยื่นฟ้องกลับในเวลาต่อมา โดยกล่าวหาว่า สามีแอบบันทึกภาพส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม ฝ่ายสามีแย้งว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวได้รับการยอมรับจากศาลแพ่งไปแล้ว และการกระทำของเขานั้น “มีความชอบธรรมตามกฎหมาย”

กระนั้น ศาลได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งของเขา โดยตัดสินว่า ความสำคัญของพันธะหน้าที่ของคู่สมรสตามกฎหมายการแต่งงานไม่ได้อยู่เหนือสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคล และชี้ว่าการบันทึกภาพดังกล่าวเป็นการกระทำโดยเจตนา การกล่าวอ้างว่า หุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีแสงไฟหรือเสียงแจ้งเตือนว่ากำลังบันทึกภาพจาก ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าภรรยารับรู้ว่ากำลังถูกบันทึกภาพ หรือได้ให้ความยินยอมในการบันทึกวิดีโอนั้น

ในที่สุด ชายคนดังกล่าวถูกตัดสินให้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 5 เดือน และปรับเป็นเงิน 150,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 155,000 บาท) ในข้อหาแอบบันทึกภาพส่วนตัวของผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย

ภายใต้กฎหมายของไต้หวัน การแอบบันทึกหรือเปิดเผยกิจกรรมส่วนตัวหรือข้อมูลอันเป็นส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี และปรับสูงสุดไม่เกิน 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 310,000 บาท) 

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : scmp.com

เครดิตภาพ : Roman Ivanyshyn from Pixabay