คงต้องเรียกว่ากลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์เพียงชั่วข้ามคืนจริงๆสำหรับประเด็นเรื่องเส้นทางการเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดีของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดารา นักแสดง และจิตอาสาคนดังวัย 50 ปี กับประเด็นการโครงการก่อสร้างบ้านพูลวิลล่าหรูที่จังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อของสามีอย่าง นายอธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต สามีเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงและคนอื่นๆ ที่ออกมาเปิดหลักฐานกันรายวัน ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และต่อว่าตามทล่มสาวบุ๋มไม่เว้นวัน
โดยปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวส่วนบุคคลหรือเรื่องในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่สะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารจัดการเงินบริจาคในประเทศไทยอีกด้วย งานนี้ yimyim จึงไม่พลาดพาทุกคนไปถอดบทเรียนจากเรื่องดังกล่าวของสาวบุ๋มกัน

บทเรียนเรื่อง “ศรัทธาสมัยใหม่” ต้องควบคู่กับ “ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้”
ในอดีต คนไทยมักบริจาคเงินตามกระแสความสงสาร ความไว้วางใจ หรือชื่อเสียงของดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่ออกมาเป็นหัวเรือใหญ่ แต่กรณีข่าวนี้แสดงให้เห็นว่า “ความเจตนาดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ” สำหรับการทำองค์กรสาธารณประโยชน์ ในยุคปัจจุบัน ศรัทธาต้องเดินคู่ไปกับระบบการจัดการบัญชีที่เป็นมืออาชีพ มีการแสดงรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน และเปิดเผยต่อสาธารณะได้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ความตั้งใจดีต้องมาเสียหายจากข้อสงสัยในภายหลัง

การสร้างมาตรฐานตรวจสอบมูลนิธิสำหรับประชาชน
ข่าวของสาวบุ๋มนี้กระตุ้นให้ประชาชนไทยเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้เพียงอย่างเดียว” มาเป็น “ผู้ตรวจสอบอย่างมีสติ” โดยประชาชนควรมีหลักการตรวจสอบองค์กรการกุศลหรือมูลนิธิก่อนการโอนเงิน ดังนี้ เริ่มจากการตรวจสอบวัตถุประสงค์และบัญชี ดูว่าบัญชีที่รับโอนเป็นชื่อ “มูลนิธิ/องค์กร” โดยตรงตามที่จดทะเบียนหรือไม่ ตามด้วยการเปิดเผยรายงานประจำปีเพราะมูลนิธิที่ดีควรมีการแสดงงบการเงิน รายงานการประชุม หรือผลการดำเนินงานที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการแยกแยะบัญชี โดยเงินบริจาคต้องไม่ปะปนกับบัญชีส่วนตัวหรือธุรกิจของกรรมการคนใดคนหนึ่งจึงจะทำให้การเปิดมูลนิธินั้นๆไร้ข้อกังขาต่อสังคมนั่นเอง

กฎหมายมีไว้คุ้มครองเงินทุกบาท ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล
เรื่องนี้ช่วยให้เราเข้าใจง่ายๆว่า “เงินบริจาคไม่ใช่เงินส่วนตัว” เมื่อประชาชนโอนเงินให้มูลนิธิ เงินนั้นจะกลายเป็น “เงินสาธารณะ” ทันที ซึ่งมีกฎหมายและหน่วยงานรัฐคอยกำกับดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน บัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ กระบวนการตรวจสอบที่เกิดขึ้นและการประกาศหยุดรับบริจาคชั่วคราว จึงไม่ใช่เรื่องของการจับผิดหรือทำลายใคร แต่เป็น “กลไกตามกฎหมายที่ต้องเกิดขึ้น” เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และปกป้องเงินบริจาคทุกบาทของประชาชนให้อยู่ในที่ที่ถูกต้องที่สุด

ถอดบทเรียนดารากับการทำภาคสาธารณกุศล
บทบาทของดารา-คนดังในสังคมไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น “กระบอกเสียง” เพื่อรวบรวมความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเวลามีภัยพิบัติหรือเหตุต่างๆในเมืองไทย แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวของสาวบุ๋มสะท้อนว่า เมื่อองค์กรเติบโตขึ้นจากการทำงานเฉพาะกิจไปสู่การเป็น “มูลนิธิ” ขนาดใหญ่ ดาราไม่อาจแบกรับภาระงานบริหารจัดการเพียงลำพังได้ แต่จำเป็นต้องมี คณะกรรมการบริหารที่เข้มแข็ง, ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และ ฝ่ายกฎหมาย เข้ามาดูแล เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและการบริหารงานที่ล้มเหลวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง


ก้าวต่อไปของสังคมไทย “บริจาคอย่างฉลาด” เพื่อให้สังคมไปต่อได้
สิ่งสำคัญที่สุดจากข่าวนี้คือ สังคมไทยต้องไม่ตื่นตระหนกจนเลิกช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือเลิกบริจาคเงินให้แก่องค์กรที่ทำประโยชน์จริง แต่ควรถือโอกาสนี้พัฒนาไปสู่ยุค “บริจาคอย่างมีสติ (Smart Giving)” สนับสนุนองค์กรที่มีโครงสร้างตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส เพื่อให้ระบบการช่วยเหลือสังคมในประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง ไม่พึ่งพาเพียงแค่ชื่อเสียงของตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว


ดังนั้นหากจะบอกว่ากรณีมหากาพย์ดราม่าของ บุ๋ม ปนัดดา และมูลนิธิองค์กรทำดี ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวความขัดแย้งในหน้าข่าวบันเทิง แต่เป็น หมุดหมายสำคัญ ที่ผลักดันให้สังคมไทยหันมาร่วมกันตั้งคำถามถึง “มาตรฐานการบริหารจัดการเงินบริจาค” ทั้งในแง่ของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และข้อกฎหมายด้วย โดยเรื่องราวดังกล่าวยังส่งมอบบทเรียนให้ประชาชนรู้จักปกป้องสิทธิ์ของตนเองด้วยการตรวจสอบก่อนบริจาค ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้มูลนิธิทุกแห่งในประเทศปรับปรุงระบบการทำงานให้ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “ความไว้วางใจของประชาชน” ที่ได้ให้ไว้นั่นเอง
—————————–
1 Day With ซุปตาร์
yimyim koo



