ความสุดยอดของ เจอร์เกน คลอปป์ ส่งผลให้แฟนบอลจากเมืองเบียร์ มีความหวังว่า ทีมชาติของพวกเขาจะวนกลับมาสู่ความสำเร็จอีกครั้งหลังครั้งสุดท้ายที่คว้าแชมป์คือ ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่บราซิล ในยุค โยอาคิม เลิฟ ที่คุมมานานถึง 15 ปีเต็ม

ทว่า ความยากของ คลอปป์ คือ การเรียกศรัทธาจากแฟนบอลกลับมาอีกครั้ง ซึ่ถือเป็นภารกิจสำคัญประการแรกที่เขาจะต้องทำให้ได้ ก่อนจะก้าวไปสู้สเต็ปต่อไปในการพาทีมชาติเยอรมัน กลับมาสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายและใครๆ จะทำได้ แต่อย่าลืมไปว่า คลอปป์ คือคนที่เรียกความเป็น ลิเวอร์พูล กลับมาด้วยตัวเอง และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด
ทว่า งานของการคุมทีมชาตินั้นยากกว่า และมีปัจจัยหลายอย่างผสมปนเปกันไป แต่คำพูดของ คลอปป์ ที่บอกว่า จะรื้อระบบของฟุตบอลเยอรมนี หรือยกเครื่องใหม่ อาจเป็นสัญญานหนึ่งที่บอกอะไรเราได้มากกว่าแค่เปลี่ยนผู้คุมหัวเรือใหญ่ หากจำกันได้ ในยุคต้น 2000 นั่นก็เป็นช่วงที่ปรับเปลี่ยนยกระบบเช่นกัน และมันก็สร้างความยอดเยี่ยมให้ “อินทรีเหล็ก” จนเป็นรากฐานมาสู่ปัจจุบัน
เริ่มแรกเลย คลอปป์ เริ่มทำสิ่งที่กุนซือหลายคนอาจจะไม่ทำ คือการเรียกนักเตะถึง 44 คน เข้ามาที่แคมป์ทีมชาติ ขณะที่บางชาติเรียกแค่ 26-29 คนเท่านั้น ในเบรกทีมชาติรอบเดือนกันยายนนี้ เพื่ออะไร? เพื่อรู้จักนักเตะให้มาขึ้นกว่าเดิม คนที่เป็นดาวดังก็รู้มือกันอยู่แล้ว แต่ดาวรุ่ง หรือแข้งบางรายที่ยังไม่เคยติดทีมชาติก็อาจมีของดี ที่สมาคมและกุนซือคนก่อนๆ ไม่ได้หยิบมาใช้

นี่เป็นนิสัยของ กุนซือวัย 59 ปีรายนี้อยู่แล้ว เขามักสร้างนักเตะธรรมดาให้กลายเป็นนักเตะชั้นเยี่ยม และผลักดันส่งเสริมให้ยอดนักเตะในทีมกลายเป็นผู้เล่นระดับโลก โดยแข้งทั้ง 2 ชุดนี้จะต้องปะปนเล่นร่วมกันในทีมอย่างต่อเนื่องเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ยังเป็นข้อดีที่ว่า คลอปป์ จะมีนักเตะให้เลือกใช้ในทีมชาติมากกว่า 40 คน นั่นจะทำให้เขาหยิบใครมาลงแทนคนที่ขาดหายไปก็ได้
สิ่งที่นักฟุตบอล 44 คนนี้จะได้เจอคือ “เฮฟวีเมทัลฟุตบอล” ความดุเดือด เดือดดาล ดุดัน วิ่ง วิ่ง วิ่ง!! และสปิริตของความเป็นเยอรมัน มาสู่ทีมชุดนี้ และที่สำคัญระเบียบวินัยนี่ เรียกว่า จัเต็มขั้นสุด ตามสไตล์คนเยอรมันแบบแท้ๆ แน่นอนว่า มันจะส่งผลดีกับนักเตะ
หนึ่งในสิ่งที่ เยอรมันยุค เจอร์เกน เปลี่ยนแบบเห็นได้ชัดคือ ระเบียบการอยู่ร่วมกัน คลอปป์ เน้นการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความเข้าใจกันของนักเตะด้วยกันเอง รวมไปถึง สตาฟฟ์โค้ช โดยมี 4 ข้อสำคัญ อย่างแรก ทุกคนต้องกินข้าวพร้อมกัน คลอปป์ กำหนดให้ทุกคนมาตรงเวลาพร้อมกัน เพื่อใช้ช่วงมื้ออาหารเป็นเวลาพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์ในทีม

อย่างที่สอง ห้ามใช้โทรศัพท์ในช่วงเตรียมตัวก่อนแข่ง ไม่ว่าจะอยู่ในห้องฟิตเนส นวด หรือเตรียมร่างกายก่อนเกม นักเตะต้องวางโทรศัพท์ไว้ เพื่อให้มีสมาธิกับการเตรียมตัวและเปิดโอกาสให้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม อย่างที่สาม ห้ามตัดผมภายในโรงแรมที่พักทีม เพราะควรจัดการให้เสร็จตั้งแต่ก่อนเข้าแคมป์ และอย่างที่สี่ จำกัดการเยี่ยมจากครอบครัว โดยจะอนุญาตเป็นบางช่วงเวลา เพื่อให้นักเตะใช้เวลาในแคมป์ร่วมกันและโฟกัสกับเป้าหมายของทีม
จะเห็นว่าคลอปป์ไม่ได้พยายามควบคุมชีวิตนักเตะทุกเรื่อง แต่กำลังลดสิ่งรบกวนและเพิ่ม “เวลาที่นักเตะต้องอยู่ร่วมกันในฐานะทีม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเขาที่ต้องการให้เยอรมนีมีพลังงานและความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น
เรื่องแทคติก ก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ 4-3-3 คือแผนที่ คลอปป์ มักใช้งานเป็นประจำ ผสมกับ “เกเก้นเพรสซิ่ง” อันเป็นเอกลักษณ์ ก็คงจะน่าเร้าใจน่าดู แถมยังได้ทีมงามชุดคู่ใจ ปีเตอร์ คราเวียตซ์, เปป ลินเดอร์ส และ สเวน เบนเดอร์ อดีตลูกทีมที่ดอร์ทมุนด์ ผันตัวมาเป็นโค้ช ซึ่งเข้ามาช่วยวางรากฐานและยุทธศาสตร์ใหม่ร่วมกันแบบครบเครื่อง

สรุปตรงนี้ง่ายๆ คือ ฟุตบอลของ คลอปป์ ไม่จำเป็นต้องมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีม แต่ขอให้นักเตะเหล่านั้น ทำตามหน้าที่ที่ได้รับบมอบหมาย และผลักดันซึ่งกันและกันให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยแทคติกและกลยุทธ์ ที่ใช้ฝีเท้าของพวกเขาเป็นตัวตัดสินชัยชนะ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะอาจจะยังไม่เห็นภาพกว้าง แต่นี่ก็เพียงพอจะทำให้เห็นความเป็นมาและเป็นไปของ ทีมชาติเยอรมนี ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้



