จากที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะ “รวยกันไม่ไหวแล้ว” แต่ตอนนี้น่าจะ “จนกันไม่ไหวแล้ว” หลังจากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท กำลังจะหมดในสิ้นเดือน ก.ย. 69
แต่สภาพเศรษฐกิจปากท้องของคนไทยยังไม่กระเตื้องขึ้น! รัฐบาลจึงต้องอัดฉีดผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อไปอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย. 69) อีก 1,000 บาท พูดง่าย ๆ ว่าเหลือแค่เดือนละ 500 บาท แล้วจะช่วยปลุกกำลังซื้อของประชาชนได้อย่างไร?
ช่วงเดือน พ.ย. 68 เกิดน้ำท่วมใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บ้านเรือน เศรษฐกิจเสียหาย คนตายไป 140 ศพ ขณะที่คนผักไห่-เสนา-บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา แช่น้ำกัน 3-4 เดือน ทั้งที่ปริมาณน้ำไม่ได้มากเหมือนปี 54
วันก่อนตัวแทนคนอยุธยา จึงออกมาตีปี๊บ!เตือนรัฐบาลว่าอยุธยาน้ำท่วมแล้ว! อย่าให้ชาวบ้านเดือดร้อนเหมือนปี 68 ทั้งที่อยุธยามีสส.พรรคภูมิใจไทย ยกจังหวัด 5 คน มีรัฐมนตรี 1 คน และสว.อีก 7 คน แต่ไม่รู้บริหารจัดการน้ำกันอย่างไร? แค่ 2 วัน น้ำขึ้นเกือบ 1 เมตร ทั้งที่ไม่มีไต้ฝุ่นเข้ามาเลย! เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เพิ่งมีน้ำแค่ 62% (24 ก.ย. 69) เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีน้ำ 80% ยังไม่มีผล
กระทบต่อพื้นที่ภาคกลางเหมือนปี 54
นี่คือภาพรวมเศรษฐกิจ และความเดือดร้อนของชาวบ้าน ภายใต้การบริหารจัดการของ “รัฐบาลอนุทิน”
หันมามองเรื่อง “การเมือง” ก็ไม่มียุคสมัยใด ไม่มีกลุ่มการเมืองไหน ทำแบบนี้ได้อีกแล้ว! เมื่อกลุ่ม สว.สีน้ำเงินเกือบ 140 คน ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าโกงเลือก สว. (ฮั้วสว.) แต่ยังมีสิทธิตั้ง กกต. 4 คน เข้ามาพิจารณาสำนวนคดีให้ตัวเองว่าจะส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่
ไม่ได้ต่างอะไรเลย! ถ้าบ้านเมืองนี้ให้โอกาสผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหาทุกคน สามารถตั้งตำรวจคนไหนก็ได้มาเป็นพนักงานสอบสวน สามารถตั้งอัยการเองได้ เพื่อมาพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่
ไม่ว่าจะมองมุมไหน มันไม่ควรเกิดขึ้นในกระบวน การยุติธรรม แต่กลุ่มสว.สีน้ำเงิน และกกต. 4 คน ไม่ได้แยแส!
ไม่ต่างอะไรกับการที่ข้าราชการคนหนึ่ง ไปยืนไหว้สวยรอรับนายกรัฐมนตรีในสนามบิน แถมได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุฯไต่สวนชุดที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวนคดีฮั้วสว.ในเบื้องต้น ซึ่งนายกฯตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ด้วย แล้วคณะอนุฯไต่สวนชุดที่ 36 มีมติเสียงส่วนใหญ่ปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดรวมทั้งนายกฯ แต่ต่อมาข้าราชการคนนี้ ได้รับแต่งตั้งให้นั่งเก้าอี้ใหญ่ขึ้น และมีความสำคัญ คือเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มากำกับดูแลสำนวนคดีอั้งยี่–ฟอกเงินของขบวนการฮั้วสว. ซึ่งมีคนของพรรคการเมืองเกี่ยวข้องหลายคน
เรียกว่า “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” หรือไม่? ระหว่างสว.สีน้ำเงิน–กกต. ระหว่างนายกฯ–ว่าที่อธิบดีดีเอสไอ ดังนั้นจึงต้องขอพึ่ง “ศาลยุติธรรม” ช่วยหาทางออกให้กับคนไทย เนื่องจากสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็น “การเมืองเพื่อวันนี้” ไม่ใช่ “การเมืองเพื่ออนาคต” เพราะยังมองไม่เห็นอนาคต!
การเมืองเพื่อวันนี้คือ “กินรวบ” ทั้งสภาบน-สภาล่าง-องค์กรอิสระ-ข้าราชการตำแหน่งสำคัญ ๆ แล้วต่อไปก็คงหนีไม่พ้น “เงินทอน” จากสารพัดโครงการ แต่ไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะวาง “เครือข่าย” ไว้ทุกองค์กร
เขาทำการเมืองเพื่อวันนี้ เพื่อกลุ่มก๊วนของเขา! ไม่ได้ทำการเมืองเพื่ออนาคตของลูกหลานไทยหรอก!!.
พยัคฆ์น้อย



