วันนี้ “Money Maker x ช่องทางทำกิน” จะพาไปค้นหาไอเดียของ “Money Maker” รายนี้กัน “ไฮแจ็ค เหมังกร” อดีตพิธีกรรายการเรื่องบนเตียงที่อยู่ในวงการบันเทิงมานานถึง 10 ปี เล่าว่า หลายคนเวลาเริ่มต้นทำธุรกิจก็มักจะมองหา “สินค้าตามกระแส” เพราะคิดว่าขายง่ายและคืนทุนไว ซึ่งเขาก็เคยติดกับดักนี้เช่นกันจากการทำมาแล้วทั้งธุรกิจสินค้าสกินแคร์ เซรั่ม อาหารเสริม แต่ก็พบกับความล้มเหลว จึงมานั่งทบทวนข้อผิดพลาด จนที่สุดก็ตกผลึกความคิดกับตัวเองได้ว่า “กับดักชิ้นใหญ่” ที่ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่เจ็บตัว คือการทำธุรกิจโดยที่ไม่ได้รัก การขาดความรู้จริง และการไม่มีเวลาบริหารธุรกิจเองจริง ๆ ที่ทำให้หลายคนพบความล้มเหลว เมื่อคิดได้จึงเปลี่ยนเส้นทางมาสู่สิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ นั่นก็คือ “ของกิน”

Money Maker รายนี้ยังกล่าวอีกว่า หลังตกผลึกได้เขาก็ตัดสินใจ “ยูเทิร์น” เส้นทางธุรกิจของตัวเอง โดยหันกลับมาเริ่มทำจากสิ่งที่ตัวเองถนัดและชอบที่สุด ซึ่งก็คือเรื่องของอาหาร ด้วยการหยิบเมนูคลาสสิกอย่างเต้าหู้ทอดนำมารีแบรนด์ใหม่ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจร้านเต้าหู้ทอดที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นเมื่อเขาได้เจอกับ ทายาทรุ่นลูกของ “เจ๊ทิพย์ เต้าหู้ทอด” ร้านระดับตำนานแห่งตลาดสามย่านที่เปิดมานานกว่า 60 ปี แต่แทนที่จะขอซื้อแค่แฟรนไชส์ แต่เลือกขอคำปรึกษาจากเจ้าของสูตรแทน
“ตอนนั้นมองเห็นว่า เต้าหู้ทอดเป็นเมนูคลาสสิกที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ เพราะเป็นอาหารที่ไร้เนื้อสัตว์ สามารถกินได้ทุกวัย แถมไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเทศกาล จึงมองเห็นโอกาสจากธุรกิจเต้าหู้ทอด” เขาเล่าเรื่องนี้
พร้อมกับพูดถึงโมเดลธุรกิจเต้าหู้ทอดที่เข้ามาจับ หลังเจ็บเพราะการทำธุรกิจตามกระแสมาหลายครั้งว่า เริ่มปั้นแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “เหมังกร เต้าหู้ทอดสามย่าน“ โดยเขาเล่าย้อนถึงไอเดียที่ตัดสินใจไม่ซื้อแค่สูตรหรือแฟรไชส์ แต่เลือกขอคำแนะนำและความรู้จากเจ้าของตัวจริง เนื่องจากมองว่า สามารถจะอัปเกรดเมนูคลาสสิกนี้ให้เป็นของกินเล่นที่ตรงเทสคนรุ่นใหม่ได้ นอกจากนั้น เขายังมองเห็น “จุดแข็ง” ของธุรกิจนี้อีกด้วย โดย Money Maker รายนี้บอกว่าเห็นจุดเด่นที่ลอกเลียนแบบยากของ “สูตรเต้าหู้ทอด” ของร้านระดับตำนานร้านนี้ เนื่องจากเป็นการใช้ “เต้าหู้กระดานโบราณ” ที่ต้องสั่งผลิตพิเศษจากโรงงาน ซึ่งไม่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ยิ่งเมื่อจิ้มกินคู่กับ “น้ำจิ้มบ๊วยสูตรลับ” ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เชื่อมั่นว่า ขายได้และขายดีแน่นอน
“ต้องยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ที่เปิดร้าน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะคนยังมีภาพจำเดิม ๆ ในฐานะพิธีกรรายการเรื่องเพศ แต่ก็พยายามรีแบรนดิ้งของตัวเองใหม่ เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์ร้าน”

เขาบอกอีกว่า ช่วงแรกนอกจากการเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของตัวเองแล้ว ยังพยายามปรับภาพลักษณ์หน้าร้านเต้าหู้ทอดให้ดูร่วมสมัย โดยเน้นบรรยากาศสดใส เพื่อให้โดนใจวัยรุ่น Gen Z ควบคู่กับความพยายามที่จะสร้าง“ความเชื่อมั่นใหม่“ ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียถ่ายทอดไลฟ์ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้เห็นขั้นตอนการทำเต้าหู้ทอด เช่น ถ่ายคลิปโชว์การเปลี่ยนน้ำมันทอดใหม่ทุกวัน ซึ่งจะเปลี่ยนทุก ๆ วัน วันละ 1 ครั้ง เพื่อการันตีความสะอาดและปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่ฝั่งออฟไลน์จะใช้ “กลยุทธ์คาราวาน” โดยตระเวนออกบูธตามห้างสรรพสินค้าและงานเทศกาลอาหารต่าง ๆ อาทิ งานเดลินิวส์ ฟู้ดแฟร์ 2026 ที่ร้านเต้าหู้ทอดก็เพิ่งไปออกร้านมาเมื่อช่วงวันที่ 10-15 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยเป้าหมายที่เลือกใช้กลยุทธ์รูปแบบนี้ ก็เพื่อ นำสินค้าเข้าหาลูกค้าโดยตรง ไม่ได้นั่งรอลูกค้าอยู่แต่ที่ร้านเพียงอย่างเดียว และด้วยความสม่ำเสมอในการอัปเดตตารางงาน จึงทำให้เกิด “กลุ่มแฟนคลับของเต้าหู้ทอด” ที่ตามไปอุดหนุนร้านทุกครั้งที่ไปออกบูธ จนบางสัปดาห์แบรนด์สามารถกระจายทีมออกบูธพร้อมกันได้ถึง 3 แห่ง และนี่เป็นกรณีศึกษาน่าสนใจของ “โมเดลร้านเต้าหู้ทอด” ร้านนี้
เจ้าของร้านยังช่วยถอดรหัสโมเดลธุรกิจของเขาให้ฟังอีกว่า ถ้าให้วิเคราะห์ความสำเร็จที่เกิดขึ้น น่าจะมีปัจจัยมาจาก 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก “คุณภาพวัตถุดิบ” และเรื่องที่สอง “ความใส่ใจ” โดยเต้าหู้ที่นำมาใช้ที่ร้านจะไม่ใช่เต้าหู้ขาวทั่ว ๆ ไปตามท้องตลาด แต่จะเลือกใช้เต้าหู้กระดานโบราณ แผ่นใหญ่ที่ต้องสั่งทำเป็นพิเศษ ซึ่งจุดเด่นของเต้าหู้ชนิดนี้ก็คือ เนื้อสัมผัสภายในจะมีโพรงอากาศและมีความนุ่ม เมื่อนำไปทอดผิวภายนอกจะกรอบฟู ขณะที่เนื้อสัมผัสข้างในยังคงความนุ่มฉ่ำ ไม่แข็งกระด้าง



สำหรับ “เงินลงทุน” ตามโมเดลของ Money Maker อย่าง “เหมังกร เต้าหู้ทอดสามย่าน” นั้น เขาให้ข้อมูลว่า ทุนเบื้องต้น สำหรับทำร้านเต้าหู้ทอดอยู่ที่ประมาณ 10,000-12,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ โดยอุปกรณ์ที่สำคัญจะมีหม้อทอด, เตาไฟฟ้าแบบมีระบบดูดควัน ที่มีกำลังไฟสูงเพื่อให้ทอดได้เร็วขึ้น (ราคาประมาณ 10,000 บาท) หรือผู้ที่เริ่มต้นอาจเลือกใช้เป็นเตาไฟฟ้าทอดเฟรนช์ฟรายส์ขนาด 10 ลิตรแทนก็ได้ ซึ่งราคาก็จะถูกลง คืออยู่ที่ราคาประมาณ 1,000-2,000 บาท ทั้งนี้ นอกจากเมนูเต้าหู้ทอดแล้ว ทางร้านยังมีเมนูทอดประเภทอื่น ๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ เผือกทอด, มันม่วงทอด, ไชเท้าทอด, ข้าวโพดทอด, ปอเปี๊ยะทอด และตือคาโค โดยราคาขาย จะแบ่งตามขนาดภาชนะที่ใส่ เช่น ไซส์ S 60 บาท, ไซส์ M 80 บาท, ไซส์ L 100 บาท โดยลูกค้าสามารถเลือกเต้าหู้ล้วน หรือผสมของทอดชนิดอื่นได้
ขั้นตอนการทำ “เต้าหู้ทอด” สูตรของที่ร้านนั้น เริ่มจากนำเต้าหู้กระดานมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วนำไปคลุกเคล้ากับแป้งสูตรพิเศษที่เตรียมไว้ จากนั้นตั้งเตาใส่น้ำมันโดยให้ใช้ไฟกลาง ๆ รอจนน้ำมันร้อนจัดจึงใส่เต้าหู้ลงไปทอด ซึ่งต้องคอยสังเกตดูว่าตัวเต้าหู้พองฟูขึ้นมาลักษณะคล้ายลูกชิ้นปลาระเบิดก็เป็นอันใช้ได้ จากนั้นใช้ตะแกรงช้อนขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เพื่อให้ผิวเต้าหู้แห้งกรอบและไม่อมน้ำมัน พร้อมตักใส่ถ้วยราดด้วยน้ำจิ้มบ๊วยสูตรเด็ด และโรยหน้าด้วยถั่วตัดเพิ่มความหอมมัน
“แม้ปัจจุบันจะมีผู้สนใจติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ แต่ยืนยันว่ายังไม่พร้อมขายแฟรนไชส์ขณะนี้ เพราะตอนนี้อยากสร้างฐานแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ปรับปรุงระบบหน้าร้าน และพัฒนารูปแบบการบริการให้ยั่งยืนเสียก่อน”
ทั้งนี้ หากจะถอดบทเรียนจากโมเดลความสำเร็จของร้านเต้าหู้ทอดร้านนี้ ก็พบโมเดลน่าสนใจ ดังต่อไปนี้ หนึ่ง “ควรเริ่มจากสิ่งที่ถนัด” ดีกว่าวิ่งตามกระแส, สอง “จุดขายต้องแข็งแกร่ง” เช่น ลอกเลียนแบบยาก, สาม “แก้ Pain Point” เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด, สี่ “ใช้การตลาดจริงใจ” ให้ได้ใจผู้บริโภค และห้า “ต่อยอดช่องทาง” เพื่อสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทาง อนึ่ง หากใครสนใจชิม “เมนูเต้าหู้ทอด” รวมถึงเมนูของทอดอีกหลากหลายประเภทของร้านนี้สามารถติดตามได้ที่ เฟซบุ๊ก : เหมังกร เต้าหู้ทอดสามย่าน และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูคลาสสิกโบราณที่หลายคนมองข้าม แต่หากใส่ความคิดสร้างสรรค์ การบริหารจัดการที่ดี และความตั้งใจก็สามารถจะทำให้เมนูนี้เป็นโมเดล “Money Maker” ที่สร้างมูลค่าและสร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดี.

เคล็ดลับตัวจริง : “กรอบฟู-ไม่อมน้ำมัน” มีเทคนิค
จุดเด่นที่ทำให้ “เต้าหู้ทอด” สูตรร้าน “เหมังกร เต้าหู้ทอดสามย่าน” ได้การตอบรับดีจากลูกค้าทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลายเป็นเมนูที่ตรงเทสกับวัยรุ่น Gen Z อยู่ที่เต้าหู้ที่ทอดนั้น “กรอบฟู-ไม่อมน้ำมัน” โดย Money Maker รายนี้เผยเคล็ดลับตัวจริงว่า เคล็ดลับแรกคือ “ใช้เต้าหู้กระดานโบราณ” ที่มีโพรงอากาศด้านใน เคล็ดลับที่สองคือ “หั่นให้พอดีคำก่อนทอด” เพื่อให้ความร้อนและน้ำมันสัมผัสผิวเต้าหู้รอบทิศ จะทำให้เต้าหู้กรอบฟู และเคล้ดลับสุดท้ายคือ “ต้องควบคุมความร้อน” โดยต้องใช้ไฟกลางตั้งน้ำมันให้ร้อนจัด แต่ไม่ถึงกับเดือด และเมื่อใส่เต้าหู้ลงไปทอดให้คอยสังเกตดูว่า เมื่อเต้าหู้พองฟูเหมือนลูกชิ้นปลาระเบิดให้รีบตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมันทันที ถ้าทำตามนี้ได้ก็จะทำให้ผิวแห้งกรอบนานและไม่อมน้ำมัน
“ร้านเต้าหู้ทอดทั่วไปมักจะทอดเต้าหู้ชิ้นใหญ่ แล้วค่อยตัดเป็นชิ้นเล็กให้ลูกค้าทีหลัง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เต้าหู้กรอบเฉพาะด้านนอก ส่วนด้านที่ถูกตัดจะไม่กรอบ และทำให้น้ำมันซึมเข้าเนื้อด้านใน จนเต้าหู้หมดความอร่อย อีกทั้งยังทำให้อมน้ำมันด้วย เราจึงแก้ปัญหาด้วยการหั่นเต้าหู้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำก่อน แล้วจึงค่อยนำลงไปทอดในน้ำมัน ผลลัพธ์คือได้เต้าหู้ฟูกรอบทุกด้าน แต่เนื้อในยังนุ่มฉ่ำ นอกจากนั้นข้อดีของวิธีนี้คือทำให้ง่ายต่อการจัดแต่งลงภาชนะ”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์



