นักการทูตและนักวิเคราะห์กล่าวว่า การกวาดล้างผู้นำทางทหารอาจบั่นทอนความพร้อมในการทำสงครามของจีน แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะกระชับอำนาจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ในสถาบันที่เป็นแหล่งอำนาจสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศ


บรรดาผู้ช่วยทูตทหารและนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงในภูมิภาค ต่างจับตามองการปราบปรามครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ยกระดับความพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และเพิ่มการส่งทหารไปประจำการรอบเกาะไต้หวัน รวมถึงพื้นที่พิพาทรุนแรงในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก


คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือโปลิตบูโร ขับไล่ผู้นำทหารระดับสูง 2 นาย ได้แก่ พล.อ.จาง โหย่วเสีย และพล.อ.หลิว เจิ้นลี่ ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพจีน ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในการปราบปรามที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน


ด้านนายเจมส์ ชาร์ นักวิชาการด้านความมั่นคงของจีนในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า สีจะยังคงใช้อำนาจและอิทธิพลที่เด็ดขาดเหนือกิจการทางทหารของจีน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังการครองอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือพรรคและรัฐ เนื่องจากใครก็ตามที่ควบคุมกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ก็เท่ากับควบคุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้


นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2555 สีนำการรณรงค์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เพื่อถอนรากถอนโคนการทุจริตและความไม่มีระเบียบวินัยในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของจีน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีส่วนทำให้เขามีภาพลักษณ์ในฐานะผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุด นับตั้งแต่ยุคของประธานเหมา เจ๋อตง


บุคลากรหลายล้านคนภายในระบบราชการขนาดใหญ่ ถูกตรวจสอบในระดับที่แตกต่างกัน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมากทั้งในพรรคคอมมิวนิสต์จีน รัฐบาลปักกิ่ง และกองทัพจีน ถูกสอบสวนและถูกปลดออกจากตำแหน่ง


“การกำจัดองค์ประกอบที่ทุจริตจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง มากกว่าบั่นทอนรากฐานทางการเมือง ความสามัคคี และประสิทธิภาพในการรบโดยรวมของกองทัพ” นายเทียน ซือเฉิน ประธานสถาบันธรรมาภิบาลโลก ซึ่งเป็นคลังสมองของจีน กล่าว


อนึ่ง การปรับเปลี่ยนนายทหารระดับสูงครั้งใหญ่ หมายความว่าจีนยังคงรักษาท่าทีการป้องกันประเทศในปัจจุบันไว้ โดยเดินหน้าทดสอบอาวุธและจัดการซ้อมรบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นต่อไป ทว่าการกวาดล้างครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการทำสงครามของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเกี่ยวกับไต้หวัน


ขณะที่ นางรูบี ออสแมน นักวิเคราะห์และที่ปรึกษานโยบายอาวุโสด้านจีน จากสถาบันโทนี แบลร์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กล่าวว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า ความวุ่นวายในระดับนี้จะไม่สร้างปัญหาให้กับปฏิบัติการที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบ แม้พีแอลเอพยายามแยกปฏิบัติการตามปกติออกจากความวุ่นวายก็ตาม


“แต่สีเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การชะงักงันในระยะสั้นเป็นราคาที่คุ้มค่าแลกกับวินัยและความพร้อมรบในระยะยาว” ออสแมน กล่าวเพิ่มเติม


ในช่วงแรก การปราบปรามมุ่งเป้าไปที่ปัญหาคอร์รัปชัน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของกองกำลังจรวด สังกัดพีแอลเอ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ควบคุมขีปนาวุธแบบธรรมดาและติดหัวรบนิวเคลียร์ของจีน


อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเริ่มมีนัยทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนมองว่า มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าพีแอลเอดำรงอยู่เพื่อรับใช้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อรับใช้ชาติ อีกทั้งหลักการพื้นฐานของพีแอลเอคือ พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จมาโดยตลอด.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS