กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามบังคับใช้ ได้มอบอำนาจเพิ่มเติมแก่รัฐบาลในการกำหนดมาตรการภาษีที่อาจมีผลยาวนานเกินวาระดำรงตำแหน่งของเขา และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่เศรษฐกิจโลก หลังเผชิญสงครามการค้าต่อเนื่องมาเกือบ 2 ปี


นักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า ผลกระทบในระยะสั้นจากกฎหมายฉบับนี้อาจยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากทรัมป์ไม่น่าต้องการใช้มาตรการที่เสี่ยงทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ ซึ่งจะตัดสินว่าพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส


อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์เตือนว่า กฎหมายฉบับใหม่ซึ่งมุ่งเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของรัสเซีย ใช้ถ้อยคำที่มีขอบเขตกว้างและอาจสร้างปัญหาแก่ประเทศอื่นในอนาคต หากประเทศเหล่านั้นกลายเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์


เนื้อหาในกฎหมายให้อำนาจทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% ภายใน 30 วัน ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่นำเข้าสู่สหรัฐจากประเทศซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียรายใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรก ตลอดจนประเทศที่ตั้งใจเพิ่มคำสั่งซื้อน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ครบ 30 วัน หรือเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร


แม้จีนและอินเดียจะอยู่ในกลุ่มผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย แต่นักวิจารณ์เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้เจ้าหน้าที่สหรัฐใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางในการเลือกประเทศเป้าหมาย เนื่องจากไม่ได้ระบุชื่อประเทศไว้อย่างชัดเจน และไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอนสำหรับการจัดอันดับประเทศ 5 อันดับแรก


เจ้าหน้าที่สหรัฐพยายามสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกสภาคองเกรสว่า มาตรการดังกล่าวมีกลไกป้องกันและถ่วงดุลอย่างเพียงพอ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยอมรับว่า การมอบอำนาจด้านการกำหนดภาษีศุลกากรให้แก่ทำเนียบขาวมีความสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมาย


มาตรการภาษีที่มีขอบเขตครอบคลุมนี้มีเป้าหมายตัดแหล่งเงินทุนที่รัสเซียนำไปใช้ทำสงครามกับยูเครน ซึ่งดำเนินมาเกือบ 5 ปีแล้ว โดยกฎหมายยังเปิดทางให้คว่ำบาตรอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย รวมถึง “กองเรือบรรทุกน้ำมันเงา” ซึ่งรัฐบาลมอสโกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมอสโกระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า การที่สหรัฐเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย จะยิ่งทำให้ความพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพในยูเครนมีความยุ่งยากมากขึ้น


นางเจนเนตต์ ชู รองประธานสภาการค้าต่างประเทศแห่งชาติ หรือเอ็นเอฟทีซี กล่าวว่า หน่วยงานต่าง ๆ ประเมินรายชื่อประเทศที่อาจถูกเรียกเก็บภาษีแตกต่างกันออกไป เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดเกณฑ์พิจารณาไว้อย่างชัดเจน โดยประเทศที่คาดว่าอาจได้รับผลกระทบประกอบด้วยบราซิล อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู


“ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ยูเครนอาจได้รับผลกระทบไปด้วย หากมาตรการภาษีฉบับใหม่นำไปสู่การตัดแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ซึ่งใช้ผลิตเชื้อเพลิงสำเร็จรูปในประเทศสมาชิกอียู เนื่องจากยูเครนยังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลจากโรงกลั่นในฮังการีและสโลวาเกีย” ชู กล่าวเสริม


ทั้งนี้ หากมีการประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพียงไม่กี่วัน และอาจผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น ในช่วงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่พอใจกับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว นอกจากนี้ ความลังเลของทรัมป์ในการใช้มาตรการอย่างแข็งกร้าวต่อรัสเซีย ยังทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เขาจะบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจังเพียงใด.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS