นักฟุตบอลสมัครเล่น ‘ผ่ารักษา’ เห็นผลดีด้วยตนเอง

ถ้าจะว่าไปแล้ว “การเล่นกีฬา” เป็นเรื่องที่หลายคนจัดลำดับความสำคัญรองจากการใช้ชีวิตแต่ละช่วงวัยเรื่อยมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนใหญ่ก็ติดพันมาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียนด้วยซ้ำ และแม้มีการมีงานทำแล้วก็มักอดไม่ได้ที่จะต้องจัดเวลาหาโอกาสไปสนุกสนานเพลิดเพลินกับกีฬาในดวงใจอยู่เป็นนิจ ดังเช่นชายหนุ่มวัย 40 ต้น ๆ ที่มีนามว่า “คุณปวริศวร์ ภูริเวทย์คุณากร” ซึ่งให้ความสำคัญกับกีฬาเป็นพิเศษ เพราะมองว่านอกจากมีผลดีต่อสุขภาพโดยตรงแล้วยังได้ผ่อนคลายความเครียด รวมทั้งได้สังคมด้วย จึงทำให้เจ้าตัวออกกำลังกายเล่นกีฬา วิ่ง เตะฟุตบอล มาตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่เรียนประถมจนจบปริญญา และมีงานมีการแล้วก็ยังเล่นอยู่โดยเล่นฟุตบอลเป็นหลัก ทำให้ได้ออกแรงวิ่งค่อนข้างเยอะ แล้วก็หนีไม่พ้นที่ต้องมีเจ็บตัวบ้าง เพียงแต่อาการบาดเจ็บตอนอายุเข้าสู่ช่วง 30 มาจนถึง 40 ปีนั้นเทียบไม่ได้เลยกับตอนที่อายุยังน้อย โดยเจ้าตัวเผยว่า…

คุณปวริศวร์ ภูริเวทย์คุณากร

“…ตอนเด็ก ๆ จะมีเจ็บบ้างก็แค่นิด ๆ หน่อย ๆ ตรงเอ็นร้อยหวายบ้าง ซึ่งพักแป๊บเดียวก็หาย แต่พออายุมากขึ้นมันก็เริ่มมีหนักขึ้นตรงเอ็นข้างเข่าอักเสบ ก็เข้าเฝือกไปเดือนหนึ่งเลยครับ มาโดนอีกก็เมื่อปีกว่านี่เอง ก็ถือว่าค่อนข้างหนักที่สุดคือ เอ็นข้อเท้าฉีกขาด คุณหมอที่ดูฟิล์มบอกเลยว่าขาดแบบสมบูรณ์แบบเลยครับ แล้วมี กระดูกอ่อนตรงข้อเท้าร้าว อีกด้วย เป็นทั้ง 2 แห่งที่ค่อนข้างหนักครับ… ดูจากภาพ X-Ray จะเห็นชัดเจนเลย ได้ทำทั้ง X-Ray กับ MRI หลังจากเกิดเหตุเมื่อสิงหาคมปี 2024 ครับ ไปหาคุณหมอมาแล้ว 3 แห่ง แต่คุณหมอแต่ละที่ค่อนข้างแตกต่างกันครับ ท่านแรกบอกว่าผ่าเลยนะครับ ผ่าเลย แต่พอได้ยินว่าค่าใช้จ่ายเยอะมากทำให้ผมตกใจจึงไปหาความเห็นเพิ่มจากคุณหมออีกท่าน ก็บอกว่าไม่ต้องผ่า เพราะยังไม่มีข้อบ่งชี้อะไรที่ต้องผ่าขนาดนั้นครับ หากถามว่าเจ็บไหม ก็เจ็บครับ แต่คุณหมอบอกว่าเดี๋ยวหายเอง บอกด้วยว่าการผ่ามีความเสี่ยง ก็เลยสั่งยาแก้ปวด ให้ยานวดธรรมดาครับ… จนกระทั่งปลายปีที่แล้วก็ได้มาพบ อาจารย์ทศ ซึ่งตอนแรกก็แนะนำว่าไม่ต้องผ่าเหมือนกัน แต่บอกว่าก้ำกึ่งครับ รอให้หายเองแล้วลองใช้งานดูว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ค่อยกลับมา…

ภาพจำลองเอ็นข้อเท้าฉีกขาด

หลังจากได้พักฟื้นแล้วเดินได้ วิ่งได้ เตะบอลได้แล้ว ผมก็มาให้แกตรวจติดตามดูใหม่ ผมจึงให้ข้อมูลว่าเวลาเล่นหรือวิ่งไปสักพักมันจะเริ่มไม่ค่อยดี แบบว่าเอ็นข้างที่ไม่ขาดมันเริ่มเสียว ๆ อาจารย์ก็อธิบายว่าพอเอ็นหายไปข้างหนึ่งจะทำให้อีกข้างทำงานหนัก แล้วแกก็จับ ๆ ข้อเท้าดู แล้วบอกว่ามีหลวมนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าผ่าได้จะดีกว่า ก็คือตอนเจอครั้งแรกอาจารย์บอกว่าลองรักษาแล้วก็รอให้หายเอง แล้วก็รอดูอาการ… สุดท้ายก็มาผ่า โดยตอนแรกจะซ่อมกระดูกอ่อนก่อน ส่วนเอ็นที่ขาดอาจารย์จะพิจารณาหน้างานว่าควรผ่าหรือซ่อม แต่ พอผ่าเข้าไปแล้ว อาจารย์ก็ทำให้หมดเลยทั้งกระดูกอ่อน ทั้งเอ็น ทีเดียวเลยครับ… จริง ๆ ถ้าเทียบกับตอนที่ยังไม่ผ่า แต่ได้พักการใช้งานจนหายเจ็บแล้วไปออกกำลังกาย เทียบกับตอนนี้ที่ผ่าและได้พักฟื้นจึงไปออกกำลังกาย ก็รู้สึกว่าดีขึ้นครับ เวลาเล่นกีฬาแม้มันยังมีนิด ๆ หน่อย ๆ ตรงเอ็นข้างที่ไม่ได้ขาดซึ่งต้องทำงานหนัก ๆ หน่อย ก็จะเสียว ๆ นิดหนึ่ง แต่ถ้าได้ประคบน้ำแข็งวันสองวันก็หายครับ…”

พอพูดจบ “คุณปวริศวร์” ก็ลุกขึ้นยืนเขย่งด้วยขาทีละข้างให้ทีมงานได้ชม โดยเผยว่าเป็นท่าออกกำลังตามที่คุณหมอได้แนะนำไว้ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดความแข็งแรง เร่งการฟื้นตัวให้เร็วขึ้นนั่นเอง


แม้เปิดแผลนิดเดียวแพทย์ ‘เห็นภาพขยายอย่างชัด’

ส่วนคุณหมอผู้ดูแลรักษาอาการเอ็นและกระดูกอ่อนที่ข้อเท้าของ “คุณปวริศวร์” คือ “รศ.นพ.ทศ หาญรุ่งโรจน์” แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ เท้าและข้อเท้า ในฐานะ “แพทย์ที่ปรึกษาโรงพยาบาลธนบุรี” ได้อธิบายกับทีม “SMART HOSPITAL” ด้วยเนื้อหาสาระที่ช่วยให้เกิดความกระจ่างหลายแง่มุม ดังนี้…

รศ.นพ.ทศ หาญรุ่งโรจน์ แพทย์ที่ปรึกษา รพ.ธนบุรี

“…มีคนไข้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะนักกีฬา ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่เท้าและได้รับการรักษาไปแล้ว มักปรากฏว่าข้อเท้าของเขาจะไม่มั่นคงเหมือนเดิม คือจะประสบภาวะอย่างหนึ่ง ตอนที่ไปเล่นกีฬา หรือไปทำกิจวัตรทั่วไป แล้วจะรู้สึกว่าข้อเท้าพลิกง่ายขึ้น หรือรู้สึกหลวมมากขึ้น ซึ่งถ้าเกิดภาวะแบบนี้ในนักกีฬาจะทำให้เขารู้สึกได้เร็วมากเลยว่าศักยภาพในการเล่นกีฬาของเขาไม่ดีเท่าเดิมนะครับ และจะมาด้วยลักษณะข้อเท้าพลิกง่าย หรือรู้สึกไม่มั่นคง และเปลี่ยนความเร็วในการเล่นกีฬาได้ยากลำบากทีเดียว ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นนี้เราเรียกว่าภาวะ ข้อเท้าหลวมเรื้อรัง หรือ เอ็นข้อเท้าบาดเจ็บเรื้อรัง ด้วยเหตุนี้การวินิจฉัยของแพทย์จะใช้ข้อมูลหลาย ๆ อย่างประกอบกัน แต่ข้อมูลที่สำคัญจะได้จากการตรวจร่างกาย ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะต้องยืนยันการวินิจฉัยซึ่งต้องอาศัยภาพวินิจฉัยด้วยรังสีที่ข้อเท้า หรือใช้ภาพจาก MRI การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ข้อเท้าครับ… ตัวอย่างในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยมาด้วยเรื่องของภาวะข้อเท้าหลวมเรื้อรัง ซึ่งหากดูจากภาพวินิจฉัยจะเห็นว่าเอ็นข้อเท้ามีลักษณะหย่อนและหลุดออกมาที่ส่วนของตาตุ่มนอกครับ นอกจากนั้นภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายังแสดงให้เห็นว่ามีกระดูกฟกช้ำ คือเป็นกระดูกอ่อน เกิดอาการฟกช้ำตรงบริเวณกระดูกที่ต่อข้อเท้าหรือที่เรียกว่ากระดูกเทลัส โดยจะเห็นลักษณะเป็นรอยดำขึ้น ซึ่งถ้าเป็นภาพ X-ray ปกติแทบจะมองไม่เห็น ซึ่งเป็นพยาธิสภาพร่วมที่เจอได้บ่อย…

MRI ช่วยวินิจฉัยกระดูกอ่อนที่ชำรุด

ทีนี้ถ้าคนไข้มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดล่ะก็ ส่วนใหญ่เราจะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วย เทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้อง เพราะปัจจุบันเราได้ประโยชน์จากการผ่าตัดแบบนี้ อย่างแรกก็คือ แผลเล็ก ครับ… ซึ่งเมื่อเกิดแผลเล็กย่อมจะช่วยลดกระบวนการปวด กระบวนการอักเสบหลังผ่าตัดจะมีน้อยกว่า ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วย ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ครับ ส่วนประโยชน์ประการที่ 2 คือ การวินิจฉัยเป็นไปอย่างแม่นยำ เนื่องจากพยาธิสภาพบางอย่างนั้นถึงแม้จะวินิจฉัยด้วยภาพทางรังสี ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ก็ยังอาจไม่เห็นได้ชัดนะครับ ไม่เหมือนกับการส่องกล้องเข้าไปดูแล้วช่วยให้เราเห็นพยาธิสภาพได้ชัดเจนอย่างละเอียดจากกล้องซึ่งมีกำลังขยายสูง อีกทั้งแพทย์ยังสามารถขยับข้อเท้าผู้ป่วยให้ขึ้นลงระหว่างทำการผ่าตัดก็ได้ และช่วยให้เราเห็นพยาธิสภาพบางอย่างที่วินิจฉัยได้จากการขยับข้อเท้า เช่นมีเนื้อเยื่อหรือกระดูกเสียดสี ต่าง ๆ เหล่านี้แพทย์ก็สามารถใช้เทคโนโลยีการส่องกล้องมาช่วยวินิจฉัยได้ครับ และประการที่ 3 คือกล้องที่มีกำลังขยายสูงช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น จึงดีกว่าการมองด้วยตา จึง ช่วยในการทำหัตถการการรักษา บางอย่าง เช่นรักษากระดูกอ่อนบาดเจ็บ ส่องกล้องซ่อมเอ็น จะเป็นไปอย่าง ถูกจุด–แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการที่ได้ประโยชน์ต่อการผ่าตัดยิ่งขึ้นครับ…”


ยุคนี้มีเทคโนโลยีช่วย ‘รักษาข้อเท้า’ คืนสู่ปกติเร็วขึ้น

จากนั้น “รศ.นพ.ทศ หาญรุ่งโรจน์” แพทย์ที่ปรึกษา “โรงพยาบาลธนบุรี” ก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการบาดเจ็บที่เท้าและข้อเท้า ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักก่อให้เกิดปัญหามารบกวนการใช้ชีวิตของคนเราได้เสมอ โดยอธิบายว่า…

“…การบาดเจ็บเท้าและข้อเท้าที่พบบ่อยเห็นจะเป็นข้อเท้าแพลงนะครับ ซึ่งหากเกิดภาวะนี้ขึ้นมาแล้วสามารถรักษาได้ด้วยกระบวนการที่ไม่ต้องผ่าตัด เพราะอาจใช้วิธีนวด คลึง ทายา ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีการประคองข้อเท้าในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยมีการให้ยาลดปวดเพื่อบรรเทากระบวนการอักเสบไปสู่ระยะการฟื้นฟูบำบัด… เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วหลังพ้นภาวะข้อเท้าแพลงแล้วคนไข้ร้อยละ 80-90 ก็สามารถกลับคืนสู่สภาพใช้ชีวิตได้ปกติ หรือกลับไปเล่นกีฬาได้ดังเดิมครับ…”

ยุคนี้มีเทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้องรักษาข้อเท้า

ทั้งนี้ สำหรับกรณีการรักษา “เอ็นข้อเท้าฉีกขาด” ที่ทีมงาน “SMART HOSPITAL” ได้ไปติดตามเก็บข้อมูล กรณีนี้ผู้ที่ประสบเหตุบาดเจ็บมารับทราบหลังได้รับการตรวจวินิจฉัยโดย “อาจารย์ทศ” แพทย์ที่ปรึกษา “โรงพยาบาลธนบุรี”แล้วยังได้รู้อีกด้วยว่า “กระดูกอ่อนชำรุด” อีกต่างหาก ซึ่งจากการที่คุณหมอใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าทางการแพทย์มาร่วมวินิจฉัยจึงประจักษ์แก่สายตาอย่างชัดเจนจากภาพวินิจฉัย และเพราะเหตุนี้นี่เองผู้ป่วยรายนี้จึงระบุไว้ชัดในตอนแรกว่า… “อาจารย์ก็ทำให้หมดเลยทั้งกระดูกอ่อน ทั้งเอ็น ทีเดียวเลยครับ” ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับท่านที่พิสมัยการออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬาในยุคนี้ ที่ได้เปรียบกว่าผู้คนในยุคก่อน เพราะหากเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจะมีตัวช่วยการรักษาที่ช่วยให้คืนกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็วว่องไว และได้ความสะดวก ด้วยความก้าวหน้าทันสมัยของเทคโนโลยีแห่งยุคที่ได้ประโยชน์ควบคู่กับการแพทย์ยุคใหม่ด้วย ที่อำนวยประโยชน์ให้สามารถคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ต้องเสียเวลาได้อย่างน่าทึ่ง

“SMART HOSPITAL” ได้สาระดี ๆ มาฝากท่านผู้อ่านด้วยการสนับสนุนจาก “รศ.นพ.ทศ หาญรุ่งโรจน์” แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ เท้าและข้อเท้า ซึ่งเป็น “แพทย์ที่ปรึกษาโรงพยาบาลธนบุรี” และอีกท่านคือ “คุณปวริศวร์” นักฟุตบอลสมัครเล่น จึงไม่ลืมขอแสดงความขอบคุณมายังทั้ง 2 ท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

หมอฝั่งธน