คำบอกเล่านี้ไม่ใช่ประโยคที่ถูกนำมาพูดเพื่อแค่ให้ดูดี แต่คือ “Mindset” ที่เกิดจากหัวใจจริง ๆ ของ “คนรุ่นใหม่ Gen Z” ที่เผยมุมมองนี้กับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้… และด้วยวิธีคิดนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอ “พร้อมสู้สุดใจ” เพื่อหารายได้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น กับการทำงานสารพัดอาชีพ รวมถึงบุกเบิกธุรกิจด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จนดึงดูดให้ “ทีมวิถีชีวิต” สนใจอยากจะรู้จักเธอมากขึ้น กับ “แก๊ป-ศุกร์ฤทัย เหล่าน้ำใส” อินฟลูเอนเซอร์สาวคนนี้

“วันนี้นำร้านคุณหนูโกโก้ของตัวเองซึ่งมีสาขาเดียวที่ จ.ร้อยเอ็ด มาออกบูธงานเดลินิวส์ ฟู้ดแฟร์ 2026 ค่ะ ครั้งนี้ถือว่าผลตอบรับดีมากคะ มีทั้งแฟนคลับที่ติดตามเราจากโซเชียล และก็มีลูกค้าใหม่ ๆ แวะเวียนมาอุดหนุน ทำให้รู้สึกดีใจ และหายเหนื่อยเลยคะ” เสียงใส ๆ ของเธอพูดถึงการได้มาพบเจอกับ “ทีมวิถีชีวิต” ที่มีโลเคชั่นเป็นห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน “เดลินิวส์ ฟู้ดแฟร์ 2026” ระหว่างวันที่ 10-15 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา และด้วยน้ำเสียงใส ๆ กับบุคลิกที่ดูร่าเริงสมวัย พร้อมรอยยิ้มทุกครั้งที่พูดจบประโยค ด้วยเหตุนี้จึงไม่ยากที่ทำให้คนที่ได้พูดคุยด้วยจะรู้สึกประทับใจ อย่างไรก็ตาม หากแต่เบื้องหลังรอยยิ้มที่สดใสนั้น กลับเต็มไปด้วย “บทเรียนชีวิต” มากมายที่เธอต้องฝ่าฟัน โดย “แก๊ป-ศุกร์ฤทัย เหล่าน้ำใส” อินฟลูเอนเซอร์สาวที่ผันตัวมาเป็นแม่ค้าโกโก้เต็มตัวเล่าว่า เธอเป็นเด็กสาวที่เติบโตมา ในครอบครัวหาเช้ากินค่ำ ทำให้ในวัยเด็กภาพจำที่จำได้ติดตาคือ ภาพของพ่อแม่ต้องทำงานก่อสร้างและถูกโกงค่าแรง ที่ผลักดันให้เธอต้องลุกขึ้นสู้และหาเงินตั้งแต่ยังเด็ก ๆ โดยเธอบอกว่า ไม่ใช่ไม่อยากใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบปกติ แต่เคยลองทำแล้ว ปรากฏรู้ตัวว่า ใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้ เพราะเวลาไปเที่ยวเล่น 1 ชั่วโมง สามารถหาเงินได้ ทำให้เสียดายเวลา ซึ่งเคยมีคนถามว่า ไม่เสียดายชีวิตวัยเด็กบ้างหรือ เพราะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย ๆ ซึ่งก็ตอบกลับไปว่า ไม่เคยเสียดาย แต่รู้สึกภูมิใจมากกว่าที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองในวัยเท่านี้ โดยปัจจุบันนอกจากเป็นอินฟลูฯ และเรียน เธอยังก่อตั้งธุรกิจของตัวเองขึ้นมาด้วย โดยใช้ชื่อว่า “คุณหนูโกโก้” ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกภูมิใจมาก

สาวนักธุรกิจ Gen Z คนเดิมพาเราย้อนกลับไปที่ชีวิตในวัยเด็กกับครอบครัวว่า เธอเป็นคน จ.ร้อยเอ็ด ที่บ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แถมติดจะยากจนด้วยซ้ำ โดย “คุณพ่อจ่อย–คุณแม่นี” ของเธอมีอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง และรับจ้างทั่วไป ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บมาตลอดจนติดอยู่ในใจคือ การที่พ่อแม่ถูกเอาเปรียบจากคนจ้าง ถูกโกงค่าแรง หรือไม่ก็ถูกหักหัวคิวแบบไม่ยุติธรรม จนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของชีวิตเธอ ทำให้เธออยากจะหาเงินด้วยตัวเองตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.ต้น

“เราเห็นพ่อแม่ลำบากมาตลอด แถมทำงานหนัก แต่รายได้ที่เข้าบ้านมาก็ทำได้แค่พออยู่พอกิน เราเลยอยากแบ่งเบาภาระ ด้วยการทำงานหาเงินเพื่อมาแบ่งเบาภาระพ่อแม่ โดยเราเริ่มจากรับน้ำหอม ลิปสติก เครื่องสำอางชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปขายเพื่อนในโรงเรียน”

กับพ่อ แม่ และพี่ชาย

แก๊ปย้อนความทรงจำถึง “อาชีพที่ทำเพื่อหาเงินครั้งแรก” โดยเล่าต่อว่า จากการขายเครื่องสำอาง เธอก็ขยับมาลองทำคลิปวิดีโอและไลฟ์สดขายของร่วมกับพี่ชาย (พี่ก้ง) โดยตอนนั้นเธออายุเพียง 14-15 ปี แต่ด้วยสไตล์คอนเทนต์แนวเฮฮาและการเว้าหรือพูดภาษาอีสาน คลิปจึงได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี เพราะคนดูชื่นชอบและรู้สึกสนุก อีกทั้งคอนเทนต์ยังเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้คลิปเธอกลายเป็นไวรัลและถูกพูดถึง จนสร้างฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาเธอกับพี่ชายได้ร่วมกันสร้างแบรนด์อาหารเสริมของตัวเองขณะเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจแล้ว ยังทำให้เธอก้าวสู่การเป็นอินฟลูฯ ด้วย

“หลังจบ ม.ปลาย เราก็ตัดสินใจมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาการสร้างแบรนด์ เพื่อเติมเต็มความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยทดลองทำแบรนด์เครื่องสำอางรองพื้น หรือคุชชั่นด้วยตัวคนเดียวครั้งแรก แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เนื่องจากต้องเรียนด้วยทำงานไปด้วยทำให้แบ่งเวลาไม่ได้ ประกอบกับอัลกอริทึมแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป”

ต่างลุค ต่างสไตล์

แก๊ปพูดถึงบทเรียนการทำธุรกิจครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แต่บททดสอบชีวิตของเธอยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อเธอเป็นเหยื่อถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก จนสูญเงิน 6-7 แสนบาท ที่เก็บหอมรอมริบได้จากการทำงาน โดยเธอเล่าถึง “บทเรียนชีวิตครั้งที่สอง” ว่า

“ตอนนั้นร้องไห้หนักมาก เรียกว่าหนักที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ เพราะมันคือเงินที่เราต้องตื่นเช้ามาทำคลิป ทำคอนเทนต์ ไลฟ์สดขายของในขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ ได้ไปเที่ยวเล่น โดยเราร้องไห้อยู่ 2 วันเต็ม ๆ พอวันต่อมาก็ตัดสินใจลุกขึ้นเดินหน้าต่อ โดยที่ลุกขึ้นได้ไว ก็เพราะคำพูดของพี่กั้งที่บอกว่า เราเก่งมาก ๆ ที่หาเงินได้ขนาดนี้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ดังนั้นเงินแค่นี้อย่าไปร้องไห้ เดี๋ยวพอสู้ใหม่ก็จะหาเงินได้มากกว่าที่เสียไปแน่นอน”

โชว์ชงโกโก้เสิร์ฟให้คนดัง

หลังลุกขึ้นสู้ใหม่ แก๊ปเล่าว่า ตอนนั้นเธอลุกขึ้นมาไลฟ์สดขายของแบบบ้าคลั่งเลย จนเวลาไม่ถึง 7 วันก็สามารถทำยอดขายหาเงินกลับคืนมาได้เท่ากับจำนวนเงินที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกไป โดยหลังจากตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจเปิดร้านคุณหนูโกโก้ โดยที่มาของการทำธุรกิจครั้งนี้ เธอบอกว่ามาจากความบังเอิญ ในขณะที่นั่งกินข้าวที่มหาวิทยาลัยแล้วเผอิญมองเห็นป้ายเปิดรับสมัครร้านค้าออกบูธ ซึ่งด้วยความที่เป็นคนชอบดื่มโกโก้อยู่แล้ว จึงตัดสินใจใช้เงินทุน 4,000 บาท เพื่อไปซื้อแฟรนไชส์โกโก้มาเปิด แต่วันแรกที่ขายกลับเจอพายุฝนตกหนัก จนทำให้ร้านของเธอขายไม่ได้สักแก้ว แต่เธอเลือกที่จะไม่ถอยโดยตัดสินใจปรับกลยุทธ์ใหม่ในการขายและเรียกลูกค้าด้วยการ “เดินเข้าไปหาลูกค้า”

กับแอนชิลี มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021

“ถ้าเขาไม่มาหาเรา เราก็ไปหาเขาสิคะ (หัวเราะ) ตอนนั้นแก๊ปถือแก้วโกโก้เดินไปแจกให้คนลองชิมทั่วงาน จนคอโกโก้ตัวจริงประทับใจ และถ่ายคลิปลง TikTok จนเกิดกระแสปากต่อปากว่า ร้านเราใช้โกโก้คุณภาพดี ทำให้มีกำลังใจ จนอยากพัฒนาร้านให้ดีขึ้นไปอีก พอผ่านไป 1 ปี ก็เลยตัดสินใจยกเลิกสูตรแฟรนไชส์เดิม แล้วหันมาพัฒนาสูตรด้วยตนเองจนได้รสชาติที่ต้องการ ก่อนจะเปิดตัวแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งร้านมีแค่สาขาเดียว แต่จะเน้นไปเดินสายออกบูธตามงานเทศกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานแฟนคลับของร้านเราที่ติดตามเรามาตั้งแต่เราอยู่ในโซเชียล”

เธอพูดถึงเส้นทางในการเป็นนักธุรกิจอายุน้อยของเธอ แก๊ปได้บอกเราอีกว่า ปัจจุบันเธอค่อย ๆ ถอยห่างจากบทบาทอินฟลูเอนเซอร์ และมุ่งสู่อาชีพแม่ค้าโกโก้เต็มตัว เพราะด้วยตารางชีวิตที่แน่นเอี๊ยด ทั้งต้องเรียนและออกบูธร้านโกโก้ ทำให้แทบไม่มีเวลาถ่ายคลิปใหม่ลงโซเชียล เพราะอยากตั้งใจทำธุรกิจนี้ให้ดีที่สุด แม้จะรู้ดีว่าโลกธุรกิจไม่มีเรื่องง่าย และต้องเจอปัญหากับความท้าทายทุกวัน แต่เธอก็มองในแง่ดีว่า อุปสรรคทำให้เธอกล้าปลดล็อกชีวิตจากกล่องใบเดิม และความล้มเหลวกับความผิดพลาดก็ถือเป็นรีวอร์ดอีกแบบหนึ่ง ที่ทำให้ตัวเธอกล้าที่จะยอมรับความจริง เช่น ถ้าผิดก็พร้อมขอโทษ ถ้าพลาดก็พร้อมแก้ไข

“ปัจจุบันธุรกิจก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ได้ไปออกบูธตามงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ตารางชีวิตแน่นมาก เช่น บางวันต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 นั่งเครื่องบินไปออกบูธต่างจังหวัด เสร็จแล้วก็ต้องรีบกลับมาเรียนที่กรุงเทพฯ ให้ทัน พอเรียนเสร็จก็มานั่งไลฟ์ขายของต่อจนดึก แม้จะเหนื่อย แต่เราก็รู้สึกสนุกที่จะได้ทำมันนะคะ”

ลีลาชงโกโก้ของคุณหนูโกโก้

อย่างไรก็ตาม แม้ตารางชีวิตจะแน่นไปด้วยการทำงาน แต่เธอก็ไม่เคยทิ้งการเรียน โดยแก๊ปบอกว่า พยายามรักษาเกรดเฉลี่ยให้อยู่ในเกณฑ์ดีเสมอ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เธอต้องมุ่งมั่นเรื่องการเรียนนั้น แก๊ปเล่าแนวคิดว่า เพราะการทำธุรกิจมีความล้มเหลวได้เสมอ เธอจึงมองว่า การเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทิ้งไม่ได้ เพราะความรู้และการศึกษาคือภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดของชีวิต ทั้งนี้ เธอได้ย้ำว่า แม้จะดูจริงจังกับชีวิตและการสร้างเนื้อสร้างตัวมาก แต่ก็มีช่วงเวลาที่ให้รางวัลกับตัวเองเช่นกัน โดยเธอบอกว่า ถ้าตารางงานว่างจริง ๆ ก็มักจะออกไปเที่ยวพักผ่อนหรือกินอาหารอร่อย ๆ ที่ตัวเองชอบ เพื่อเติมความสุขให้ตัวเองบ้าง

“แก๊ป-ศุกร์ฤทัย” อินฟลูเอนเซอร์และแม่ค้าสาว Gen Z นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่ ที่นอกจากจะ “กล้าฝัน” แล้ว เธอยัง “กล้าลงมือทำ” ที่สำคัญการที่เธอฝ่าฟันชีวิตมาถึงตอนนี้ได้นั้น อาจเป็นเพราะเธอมี “วิชาดี” นั่นคือการล้มแล้วลุกได้เร็ว ทำให้กลับมาตั้งหลักชีวิตได้ไว ทั้งนี้ ก่อนจะปิดฉากการสนทนาวันนั้น เธอได้ฝากแง่คิดถึงเพื่อน ๆ วัย Gen Z ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจว่า สิ่งที่ต้องมีคือความขยัน อดทน และการไม่อายทำกิน จึงจะทำให้ทุกคนไปถึงความฝันได้

“เราชอบที่ตัวเองประสบความสำเร็จในทุก ๆ วัน ซึ่งเป้าหมายเรามีน้อยมาก แค่วันนี้มีเรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิต และแค่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำได้ครบ เพราะแค่ความรู้สึกเล็ก ๆ นี้ สำหรับตัวของแก๊ปแล้วถือว่า…แค่นี้ชีวิตก็แฮปปี้แล้ว”.

กับพี่โฟล์ค-พี่เบนซ์ ทีมงานรุ่นบุกเบิกสร้างธุรกิจ

พนักงานทุกคนเป็นครอบครัว

“แก๊ป–ศุกร์ฤทัย” แม่ค้าสาว Gen Z เจ้าของแบรนด์ “ร้านคุณหนูโกโก้” บอกว่า เสน่ห์ของคุณหนูโกโก้ไม่ได้มีเพียงรสชาติเครื่องดื่ม แต่อยู่ที่ “วัฒนธรรมการทำงาน” ของธุรกิจด้วย โดยเธอขยายความเรื่องนี้ให้ฟังว่า ที่ร้านจะทำงานและอยู่ด้วยกันแบบพี่น้อง ซึ่งทุกคนที่ร้านพร้อมจะปกป้องความรู้สึกของกันและกัน โดยสิ่งที่จะฉายภาพนี้ได้ดีที่สุด น่าจะเป็นเรื่องราวของ “พี่โฟล์ค” ซึ่งพนักงานของร้านคุณหนูโกโก้ และเป็นทีมงานรุ่นบุกเบิกที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันมาตั้งแต่ศูนย์ โดยแก๊ปพูดถึงพี่ชายคนนี้ว่า พี่โฟล์คเป็นผู้พิการแขนขวา และเป็นคนพูดน้อย แต่จะเป็นคนที่ใส่ใจลูกค้าในทุกรายละเอียด เช่น เวลายืนขายหน้าร้าน พี่โฟล์คจะคอยเตือนให้ลูกค้าคนโกโก้ก่อนดื่มทุกครั้ง และพร้อมที่จะเข้ามาช่วยซัพพอร์ตคนอื่น ๆ เสมอ ทำให้ทุกคนในร้านจึงรักพี่โฟล์คมาก อย่างไรก็ดี ด้วยความที่พี่เขาเป็นผู้พิการ บางทีก็มีลูกค้าบางคนตั้งแง่ ซึ่งถ้าเจอสถานการณ์นี้ ทุกคนจะช่วยกันโพรเท็คส์พี่โฟล์คทันที

พี่โฟล์ค ทีมงานรุ่นแรก ที่เป็นเหมือนคนในครอบครัว

“ยิ่งเราเป็นคนที่โทรศัพท์ชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ มาช่วยด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มสร้างร้าน จากช่วงแรกที่ขายไม่ได้และไม่มีค่าจ้าง แต่ทุกคนก็อยู่ด้วยใจและพร้อมจะสู้ด้วยกัน จนร้านเติบโตมาถึงวันนี้ ดังนั้นไม่เฉพาะแค่พี่โฟล์ค แต่ทุกคนในร้านจึงสำคัญกับแก๊ปมาก ซึ่งเราอยู่ด้วยกันแบบพี่น้องจนผูกพันเป็นครอบครัวกันไปแล้ว จึงไม่อยากให้ใครมาทำร้ายความรู้สึกคนในครอบครัวเรา เพราะสิ่งที่แก๊ปเชื่อมาตลอดคือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเราคนเดียว แต่มาจากทุกคน”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน