“อีสานภาคกลาง” คือ สมญานามของพื้นที่ 5 อำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ บ่อพลอย และพนมทวนเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณเขตเงาฝน ทำให้ในแต่ละปี มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยต่ำกว่าพื้นที่โดยทั่วไป นอกจากนี้พื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ทำให้เก็บน้ำไม่อยู่ ในช่วงหน้าแล้งของทุกปีชาวบ้านจะเดือดร้อนเรื่องน้ำเป็นอย่างมากรัฐบาลโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส.ได้สั่งการให้นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงพื้นที่เพื่อหาทางนำน้ำบาดาลมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่จาก ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจค้นหาแหล่งน้ำบาดาลในบริเวณดังกล่าว โดยใช้เทคนิคและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นหาแหล่งน้ำบาดาลระดับลึก โดยเริ่มจากการสำรวจธรณีวิทยา ธรณีโครงสร้าง และธรณีฟิสิกส์ เพื่อค้นแหล่งกักเก็บน้ำบาดาลในพื้นที่ ต.หนองฝ้าย จนค้นพบว่าบริเวณดังกล่าวมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่เหมาะสมที่จะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำบาดาล จึงได้ทำการเจาะสำรวจที่ความลึก 200 เมตร พบว่ามีชั้นกรวดทรายที่มีน้ำบาดาลกักเก็บอยู่ จำนวน 4 ชั้น โดยได้ก่อสร้างบ่อน้ำบาดาลที่ความลึก 200 เมตร ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 บ่อ เพื่อใช้เป็นบ่อทดลอง จากนั้นได้ทำการสูบทดสอบปริมาณน้ำ เป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง พบว่าสามารถสูบน้ำบาดาลได้อย่างต่อเนื่อง ในปริมาณ 40 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และส่งตัวอย่างน้ำเพื่อทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในห้องปฏิบัติการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำบ่งชี้ว่าน้ำบาดาลบริเวณดังกล่าวมีคุณสมบัติเป็นน้ำแร่ และไม่พบเชื้อโรคหรือแบคทีเรียหรือสารที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงได้ขยายผล โดยการเจาะบ่อน้ำบาดาลเพิ่มในบริเวณดังกล่าวอีก 9 บ่อ รวมเป็น 10 บ่อเพื่อใช้เป็นบ่อผลิตหรือบ่อสูบน้ำ 8 บ่อ และบ่อสังเกตการณ์เพื่อใช้ในการติดตามระดับน้ำและคุณภาพน้ำ 2 บ่อ นอกจากนี้ ยังได้ส่งตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์เพื่อหาอายุของน้ำ ผลปรากฏว่า น้ำบาดาลในบริเวณนี้มีอายุ 7,530 ปี จึงทำให้มั่นใจว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่สะอาด

ต่อมา กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อร่วมสำรวจและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งสำหรับพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน พร้อมนำเสนอแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นโครงการต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่แห้งแล้งโดยใช้น้ำบาดาลเป็นหลัก ลักษณะโครงการประกอบด้วยบ่อน้ำบาดาล จำนวน 8 บ่อ ความลึกเฉลี่ย 200 เมตร ถังเหล็กเก็บน้ำความจุ 2,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง หอถังเหล็กเก็บน้ำชนิดรักษาแรงดันความจุ 300 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง พร้อมทั้งระบบท่อกระจายน้ำ ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล อบต.หนองฝ้าย และ จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองฝ้าย ความยาวรวม 23.3 กิโลเมตร โดยในอนาคตจะขยายระบบกระจายน้ำให้ครอบคลุมทั้ง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ซึ่งประชาชนจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 11,600 ครัวเรือน หรือ 58,000 คน ปริมาณน้ำรวม 2,336,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ “โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้ง” จำนวน 15 โครงการ ครอบคลุม 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ขอนแก่น ราชบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ศรีสะเกษ นครพนม กาฬสินธุ์ ลำพูน เชียงใหม่ และพัทลุง ไว้เป็น “โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ราษฎรจากภาวะวิกฤติภัยแล้ง ทั้งนี้ ประชาชนจะได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 37,600 ครัวเรือน หรือ 143,000 คน ครอบคลุมพื้นที่รวมทั้งสิ้น 557,000 ไร่ (พื้นที่เกษตร 9,000 ไร่) มีปริมาณน้ำบาดาลรวมทั้งสิ้น 11.13 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายสำหรับอุปโภคบริโภคกว่า 500 ล้านบาทต่อปี

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในวันที่ 3 เม.ย. 65 เวลา 17.00 น. ณ โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ฯ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี