เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดความวุ่นวายขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเมืองพัทยา ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังคณะครูประกาศแจ้งให้ผู้ปกครองมารับบุตรหลานกลับบ้านอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพบข้อความข่มขู่ในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ของนักเรียน ว่าจะก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียน ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนตัดสินใจสั่งหยุดการเรียนการสอนทันที เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

หลังเกิดเหตุ นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา และ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงสามารถส่งนักเรียนกว่า 1,000 คน กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย พร้อมประกาศปิดโรงเรียนฉุกเฉินเป็นเวลา 2 วัน (5-6 พ.ย. 69)
เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากคืนวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา มีบุคคลปริศนาส่งข้อความเข้ามาในกลุ่มไลน์นักเรียนชั้น ม.1 ว่า “พรุ่งนี้มึงโดนกราดยิงแน่” ก่อนจะกดยกเลิกข้อความไป โดยในตอนแรก “เด็กชายบี” (นามสมมุติ) นักเรียนชั้น ม.1 อ้างว่าตนเองดึงเพื่อนเข้ากลุ่มไลน์ผิดคน ทำให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาส่งข้อความข่มขู่ ซึ่งในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ต่างเร่งหาตัวผู้ก่อเหตุ โดยพุ่งเป้าไปที่นักเรียนต้องสงสัยรายอื่น แต่เนื่องจากไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเพียงการคึกคะนองหรือเอาจริง ทางโรงเรียนจึงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อป้องกันเหตุร้ายไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นเรื่อง “โอละพ่อ” เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกัน พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เปิดเผยความคืบหน้าว่า ทางตำรวจได้เชิญตัวครูประจำชั้น ม.1/2 และเด็กชายบี มาสอบถามข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี (พมจ.ชลบุรี) เข้าร่วมรับฟังด้วย เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องเป็นเยาวชน
จากการสอบถามอย่างละเอียด ในที่สุดเด็กชายบี ก็ยอมรับสารภาพว่า ตนเองเป็นผู้สร้างเรื่องและเป็นคนส่งข้อความข่มขู่ดังกล่าวเองทั้งหมด โดยไม่มีบุคคลปริศนาหรือมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องตามที่กล่าวอ้างในตอนแรก ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้กับทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง ได้สอบปากคำครูประจำชั้นไว้เป็นหลักฐาน ส่วนเด็กชายบี เจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้เดินทางกลับบ้านไปก่อน เนื่องจากต้องนัดหมายให้มาพร้อมผู้ปกครองเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำต่อหน้าทีมสหวิชาชีพอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่ามูลเหตุจูงใจเกิดจากความคึกคะนองของเด็ก หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนต่อไป.



