สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ว่า แนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ฉีกกรอบธรรมเนียมทางการเมืองและการทูตที่สหรัฐยึดถือมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มว่าจะยิ่งดำเนินไปอย่างไร้ข้อจำกัดมากขึ้น หลังพรรคเดโมแครตเตรียมกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทรัมป์ในประเด็นการเมืองภายในประเทศ


ทรัมป์อาจหันไปใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดี โดยเฉพาะด้านความมั่นคงแห่งชาติและการต่างประเทศอย่างเต็มที่มากขึ้น เนื่องจากเป็นขอบเขตอำนาจที่ฝ่ายบริหารมีอิสระในการตัดสินใจสูง ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า อาจเกิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่

ความขัดแย้งกับยุโรปที่รุนแรงขึ้นจากประเด็นสงครามในยูเครน ตลอดจนความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเข้าแทรกแซงทางทหารในคิวบา
นอกจากนี้ ทรัมป์ซึ่งชะลอการประกาศมาตรการภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง อาจกลับมาใช้นโยบายดังกล่าวอีกครั้ง

เพื่อสร้างผลงานและวางมรดกทางการเมืองของตนเอง โดยเฉพาะมาตรการที่อาจทำให้รัฐบาลชุดต่อไปยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนได้ยาก ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐหลายคนมักหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศมากขึ้นในช่วงปลายวาระ เนื่องจากพรรคของตนมักสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ผู้นำสหรัฐยังคงมีอำนาจในการทำสงครามและเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยที่สภาคองเกรสมีข้อจำกัดในการยับยั้งการตัดสินใจเหล่านั้น


นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์เช่นนี้มักกระตุ้นให้ประธานาธิบดีเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่และกล้าหาญกว่าเดิม


สัญญาณเบื้องต้นสะท้อนว่า ทรัมป์ไม่มีความตั้งใจที่จะชะลอการดำเนินนโยบาย ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร และมีแนวโน้มเร่งผลักดันเรื่องสำคัญก่อนที่พรรคเดโมแครตจะเข้าควบคุมสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. โดยในวันเลือกตั้ง ทรัมป์ยังประกาศแผนลดความช่วยเหลือรายปีที่สหรัฐมอบให้อิสราเอลลงประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 133,683.99 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายสหรัฐต่ออิสราเอล


ขณะเดียวกัน การเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของยูเครนมีกำหนดเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า รวมถึงความพยายามจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างทรัมป์ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งถือเป็นการหารือในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ทรัมป์น่าจะเดินหน้าผลักดันข้อตกลงสันติภาพในยูเครนต่อไป เพราะหลังความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม ผู้นำสหรัฐจำเป็นต้องสร้างผลงานทางการเมือง และการยุติสงครามได้สำเร็จจะกลายเป็นความสำเร็จสำคัญที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์การดำรงตำแหน่งของเขา


อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงเป็นอีกประเด็นที่ทรัมป์ไม่ยอมละความสนใจ โดยเมื่อถูกถามผ่านสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า สหรัฐมีแผนโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า ไม่ต้องการเปิดเผยรายละเอียด แต่เตือนว่า หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง สหรัฐก็พร้อมดำเนินการ


ทั้งนี้ สงครามอิหร่านกลับกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกัน เนื่องจากการโจมตีทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อทั่วโลก และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพที่กลายเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งยังขัดแย้งกับคำมั่นหาเสียงของทรัมป์เมื่อปี 2567 ที่ว่าจะไม่ทำสงครามครั้งใหม่


แม้พรรคเดโมแครตจะมีเครื่องมือกดดันรัฐบาลผ่านอำนาจควบคุมงบประมาณ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการสกัดกั้นนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดี นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ เพราะการตัดสินใจด้านการต่างประเทศเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร


อย่างไรก็ตาม สภาคองเกรสยังสามารถจำกัดความทะเยอทะยานของรัฐบาลผ่านการพิจารณางบประมาณกลาโหม โดยเฉพาะคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ซึ่งสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50.13 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อนหน้า ขณะที่งบประมาณชั่วคราวของกระทรวงกลาโหมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 ธ.ค. และอาจสร้างข้อจำกัดต่อการกลับมาเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน รวมถึงการจัดหาและเติมคลังอาวุธที่กองทัพต้องการ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS