ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะ และกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้สมดุลอำนาจในกรุงวอชิงตันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่สภาคองเกรสชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 3 ม.ค. 2570


ชัยชนะของพรรคเดโมแครตหมายความว่า นับจากนี้ทรัมป์จะไม่สามารถผลักดันกฎหมายสำคัญผ่านสภาได้โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันเพียงพรรคเดียวเหมือนในช่วงสองปีแรกของการดำรงตำแหน่งอีกต่อไป ขณะที่การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบ การต่อรอง และแรงต้านจากฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น


ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับทรัมป์ ซึ่งมีวาระสำคัญหลายด้านที่ต้องการผลักดันให้สำเร็จก่อนพ้นจากตำแหน่งในปี 2572 ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ การลดภาษี การควบคุมผู้อพยพ การค้า และการต่างประเทศ


อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะสูญเสียอำนาจบริหารประเทศไปทั้งหมด เพราะประธานาธิบดียังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายและอำนาจฝ่ายบริหารหลายประการที่สามารถใช้ดำเนินนโยบายได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสทุกครั้ง


คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์จะสามารถรักษาความสามารถในการบริหารประเทศและผลักดันวาระทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางสภาคองเกรสที่เปลี่ยนจากพันธมิตรทางการเมืองมาเป็นฝ่ายตรงข้าม

สิ่งที่ทรัมป์จะทำได้ยากขึ้น


ข้อจำกัดประการแรกคือการผลักดันกฎหมายใหม่ เนื่องจากอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเป็นของสภาคองเกรส ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา รัฐบาลทรัมป์จึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่า ร่างกฎหมายที่เป็นวาระสำคัญของพรรครีพับลิกันจะผ่านความเห็นชอบได้โดยง่าย


นโยบายสำคัญอย่างการลดภาษีเพิ่มเติม การแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมืองให้เข้มงวดขึ้น หรือการผลักดันมาตรการเศรษฐกิจตามแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” หรือ “อเมริกา เฟิสต์” อาจต้องเผชิญกับการคัดค้านจากสมาชิกสภาเดโมแครต ซึ่งมีแนวทางและลำดับความสำคัญทางนโยบายแตกต่างจากรัฐบาล


หากทรัมป์ต้องการให้กฎหมายเหล่านี้ผ่านความเห็นชอบ ก็จำเป็นต้องเจรจาประนีประนอมและยอมรับข้อเสนอของฝ่ายเดโมแครตบางส่วน ซึ่งอาจทำให้เนื้อหาของกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเป้าหมายเดิม หรืออาจต้องยอมตัดบางประเด็นออกเพื่อแลกกับเสียงสนับสนุน


อีกเครื่องมือสำคัญที่พรรคเดโมแครตสามารถใช้ต่อรองได้คืออำนาจด้านงบประมาณ เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณและการอนุมัติการใช้จ่ายของรัฐบาลต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส


เมื่อพรรคเดโมแครตควบคุมเสียงข้างมากในสภาทั้งสองแห่ง รัฐบาลทรัมป์จึงอาจเผชิญกับความยากลำบากในการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการที่เป็นนโยบายหลัก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการทหารและการทำสงครามกับอิหร่าน ตลอดจนงบประมาณสำหรับมาตรการควบคุมและกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมาย


ฝ่ายเดโมแครตอาจใช้กระบวนการพิจารณางบประมาณเป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวทางหรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้จ่ายเงินของรัฐ ส่งผลให้การดำเนินนโยบายบางด้านต้องล่าช้าหรือถูกจำกัดขอบเขตมากขึ้น


นอกจากนี้ การแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำหรับทรัมป์ เนื่องจากการแต่งตั้งรัฐมนตรี ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง และเอกอัครราชทูตหลายตำแหน่ง จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา


เมื่อพรรคเดโมแครตควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา การพิจารณารับรองบุคคลที่ทรัมป์เสนอชื่อจึงอาจเผชิญแรงคัดค้านมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการชะลอการพิจารณา การเรียกผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือการลงมติไม่รับรอง


ข้อจำกัดดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถของทรัมป์ในการวางบุคลากรที่มีแนวคิดสอดคล้องกับรัฐบาลในตำแหน่งสำคัญ และอาจสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการกำหนดนโยบายของหน่วยงานรัฐและทิศทางของฝ่ายตุลาการในระยะยาว


ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออะไรอยู่ในมือ


แม้ต้องเผชิญกับสภาคองเกรสที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ทรัมป์ยังมีอำนาจในฐานะประธานาธิบดี โดยเฉพาะอำนาจยับยั้งกฎหมาย หรือวีโต้ ซึ่งสามารถใช้สกัดกั้นร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว แต่มีเนื้อหาขัดแย้งกับแนวทางของรัฐบาล


ทรัมป์ประกาศจุดยืนแล้วว่า จะทำหน้าที่เป็น “มิสเตอร์วีโต้” หรือประธานาธิบดีที่พร้อมใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมายของพรรคเดโมแครตที่เขาไม่เห็นด้วย


อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจวีโต้ไม่ได้หมายความว่าพรรคเดโมแครตจะไม่สามารถผลักดันกฎหมายได้เลย เพราะตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ สภาคองเกรสสามารถลงมติลบล้างการยับยั้งของประธานาธิบดีได้ หากได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามของสมาชิกทั้งสองสภา แต่ด้วยจำนวนที่นั่งของเดโมแครตในปัจจุบัน โอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้ถึงเกณฑ์ดังกล่าวยังมีจำกัด


อีกเครื่องมือหนึ่งคือคำสั่งฝ่ายบริหาร หรือ คำสั่งฝ่ายบริหาร ซึ่งประธานาธิบดีสามารถใช้กำหนดแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้ฝ่ายบริหารได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรากฎหมายในสภาคองเกรส


ทรัมป์จึงอาจหันมาใช้คำสั่งฝ่ายบริหารมากขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของนโยบายที่ต้องการผลักดัน ทั้งเรื่องการควบคุมผู้อพยพ การบริหารหน่วยงานรัฐบาล และการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจบางด้าน อย่างไรก็ตาม คำสั่งเหล่านี้ไม่ได้มีสถานะเทียบเท่ากฎหมาย และอาจถูกท้าทายในกระบวนการยุติธรรม หากศาลมองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี


ด้านนโยบายการค้าและภาษีนำเข้า ทรัมป์ยังมีอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับที่เปิดช่องให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดหรือปรับมาตรการทางการค้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสในทุกกรณี


อำนาจดังกล่าวทำให้รัฐบาลยังสามารถดำเนินนโยบายกดดันประเทศคู่ค้า หรือใช้มาตรการภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศได้ แม้จะต้องเผชิญการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้นก็ตาม


ในด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ทรัมป์ยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐ และมีอำนาจสำคัญในการกำหนดทิศทางการทูต การเจรจากับผู้นำต่างประเทศ และการสั่งปฏิบัติการทางทหารตามขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี
แม้สภาคองเกรสจะมีอำนาจด้านงบประมาณและการกำกับตรวจสอบการใช้กำลังทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจด้านความมั่นคงทั้งหมด


ส่วนอำนาจอภัยโทษบุคคลในคดีความผิดตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง ก็ยังเป็นอำนาจเฉพาะของประธานาธิบดี ซึ่งสภาคองเกรสไม่สามารถยับยั้งได้โดยตรง


ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า ในช่วงสองปีที่เหลือ ทรัมป์อาจเลือกใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่มากขึ้น เพื่อเดินหน้าวาระสำคัญที่ไม่สามารถผลักดันผ่านกระบวนการนิติบัญญัติได้โดยง่าย

ความเสี่ยงทางการเมืองที่รออยู่


ข้อจำกัดด้านการบริหารไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ทรัมป์ต้องเผชิญ เพราะการที่พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรยังเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นมากขึ้น


นายโรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในคณะกรรมาธิการกำกับดูแล ระบุประเด็นที่ต้องการตรวจสอบไว้หลายเรื่อง ทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ แฟ้มคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตลอดจนนโยบายด้านวัคซีนของนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุข


คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเรียกเอกสารและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล รวมถึงออกหมายเรียกพยานตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด การตรวจสอบเหล่านี้จึงอาจทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐบาลและบุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น


แม้การสอบสวนไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่ก็อาจสร้างแรงกดดันทางการเมือง ทำให้รัฐบาลต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการชี้แจงข้อกล่าวหา แทนที่จะมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายตามวาระที่วางไว้


อีกความเสี่ยงที่ถูกจับตามองคือความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี เป็นครั้งที่สาม หากพบประเด็นที่เห็นว่าเข้าข่ายการกระทำผิดร้ายแรงหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ


ตามกระบวนการของสหรัฐ สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติเห็นชอบการถอดถอนด้วยเสียงข้างมากธรรมดา แต่การตัดสินให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามของวุฒิสภา หรือ 67 เสียง


เมื่อพรรคเดโมแครตมีที่นั่งในวุฒิสภาประมาณ 54 ที่นั่ง โอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้ถึงเกณฑ์ดังกล่าวจึงยังมีจำกัด แม้กระบวนการถอดถอนอาจไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้ทรัมป์พ้นตำแหน่ง แต่ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้อย่างมาก


ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังต้องเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “เป็ดง่อย” หรือประธานาธิบดีที่เข้าสู่ช่วงปลายวาระและมีอำนาจทางการเมืองลดลง โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีได้อีก ในการเลือกตั้งปี 2571 เนื่องจากดำรงตำแหน่งสองสมัยแล้ว


สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนที่กำลังวางแผนอนาคตทางการเมืองของตนเอง อาจเริ่มรักษาระยะห่างจากทรัมป์ และแสดงจุดยืนแตกต่างจากผู้นำพรรคมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน เช่น ค่าครองชีพและมาตรการภาษีนำเข้า


หากสมาชิกพรรครีพับลิกันเริ่มให้ความสำคัญกับอนาคตทางการเมืองของตนเองมากกว่าการสนับสนุนประธานาธิบดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ทรัมป์ก็อาจสูญเสียเสียงสนับสนุนจากภายในพรรค และยิ่งทำให้การผลักดันนโยบายสำคัญเป็นเรื่องยากขึ้น


นอกจากนี้ ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณยังอาจนำไปสู่การปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ภาวะชัตดาวน์ หากทั้งสองพรรคไม่สามารถตกลงกันได้ทันกำหนด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการของหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐบาล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง


ประเด็นเพดานหนี้สาธารณะก็เป็นอีกเรื่องที่อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง หากรัฐบาลและสภาคองเกรสไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดการเงินทั่วโลก


สองปีสุดท้าย กับการต่อสู้ทางการเมือง


ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับเงื่อนไขทางการเมืองที่แตกต่างจากช่วงสองปีแรกอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่รัฐบาลสามารถอาศัยเสียงสนับสนุนของพรรครีพับลิกันในการผลักดันวาระสำคัญได้อย่างสะดวก ต่อจากนี้ทุกกฎหมายและมาตรการสำคัญมีแนวโน้มต้องผ่านการต่อรองกับพรรคเดโมแครตมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถควบคุมการทำงานของประธานาธิบดีได้ทั้งหมด เพราะทรัมป์ยังมีอำนาจวีโต้ คำสั่งฝ่ายบริหาร และเครื่องมือทางกฎหมายด้านการค้าและการต่างประเทศอยู่ในมือ


สถานการณ์จึงมีแนวโน้มกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส โดยฝ่ายเดโมแครตจะใช้เสียงข้างมากในการตรวจสอบรัฐบาล ต่อรองงบประมาณ และสกัดกั้นกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ทรัมป์อาจตอบโต้ด้วยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารและยับยั้งร่างกฎหมายของฝ่ายตรงข้าม


สิ่งที่ต้องจับตาคือ การต่อสู้ทางการเมืองดังกล่าวจะจำกัดอยู่เพียงการช่วงชิงอำนาจระหว่างสองพรรค หรือจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และบทบาทของสหรัฐบนเวทีโลกด้วย


สองปีสุดท้ายของทรัมป์จึงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาของการประคองรัฐบาลให้ครบวาระ แต่ยังเป็นบททดสอบว่าเขาจะสามารถผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ให้สำเร็จได้มากน้อยเพียงใด และจะสร้างมรดกทางการเมืองแบบใดไว้ ก่อนสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2572.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS