อีกบทพิสูจน์ที่ว่า “อีซูซุ” ไม่เคยหยุดพัฒนา กลับมาทวงบัลลังก์ “เจ้าแห่งรถกระบะดีเซล” ด้วยนวัตกรรมเครื่องยนต์ใหม่ “ไบเทอร์โบ” ที่ให้พละกำลัง และความประหยัดสูงสุด ยกระดับมาตรฐานใหม่ของระกระบะดีเซลในบ้านเรา พร้อมตอบสนองนโยบายรัฐด้วยความสามารถในการรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

            สวัสดีวันหยุด พบกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” และสารพันข่าวสารยานยนต์ อีกเช่นเคย ในสัปดาห์นี้คือเรื่องราวการเปิดตัวขุมกำลังใหม่ “2.2 ลิตร ไบเทอร์โบ” (Bi-Turbo) หรือเทอร์โบคู่ ที่ชื่อเต็มๆยาวเฟื้อย นั้นก็คือ 2.2 ดีดีไอ แม็กซ์ฟอร์ซ ไบเทอร์โบ (2.2 Ddi MAXFORCE Bi-Turbo) ที่มีกำลังแรงม้าสูงสุด 204 แรงม้ากับ แรงบิด 500 นิวตันเมตร จากค่ายอีซูซุ หลังจากที่ปล่อยให้คู่แข่งอย่างโตโยต้า ชิงนำไปก่อนกับรุ่น “รีโว” และ “ทราโว” (Revo & Travo) ในรุ่นที่ใช้เครื่อง 2.8 ลิตรเทอร์โบแปรผัน 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

            แต่เดิมนั้น อีซูซุ นั้นโด่งดังมาจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ความจุน้อย แต่มีเรี่ยวแรงค่อนข้างดี อย่างรุ่น 1.9 ดีดีไอ บลูพาวเวอร์ (1.9 Ddi Blue Power) ที่ใช้เทอร์โบเดี่ยวแบบแปรผัน อันได้รับความนิยมล้นหลามในบ้านเรา ด้วยจุดเด่นด้านความคุ้มค่า มีกำลัง 150 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ในช่วง 1,800–2,600 รอบ/นาที ถือเป็นเครื่องยอดนิยมสำหรับรถใช้งาน ส่วนถ้าใครอยากได้เรี่ยวแรงมากกว่านี้ก็พวกเขาก็ยังมีรุ่น 3.0 ดีดีไอ บลูพาวเวอร์ ที่มีความจุ 3.0 ลิตร 190 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรให้เลือกใช้

            แต่ถึง 1.9 ดีดีไอ จะได้รับความนิยมมาก ก็ยังได้รับเสียงวิจารณ์ว่า มีอาการรอรอบในขณะเร่งออกตัว จึงได้ทำการยกระดับขึ้นเป็น เครื่อง 2.2 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวแบบแปรผันในชื่อ “2.2 ดีดีไอ แม็กซ์ฟอร์ซ” ในปี 2024 มีพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที กับแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่เกิดในช่วงรอบเครื่องต่ำลงคือ 1,600–2,400 รอบ/นาที และนอกจากนั้นพวกเขายังเปลี่ยนระบบเกียร์จากเดิม 6 จังหวะ ไปเป็น 8 จังหวะ ทำให้อัตราทดทำได้ต่อเนื่องกว่า ขับแล้วออกตัวดีขึ้น ลื่นไหลกว่าเดิม และยังประหยัดเชื้อเพลิงขึ้น 10%

            แต่หลังจากที่โตโยต้า เปิดตัวรุ่นเครื่อง 2.8 ลิตรเทอร์โบแปรผันออกมา ก็ได้สร้างแรงกดดันให้กับอีซูซุ เพราะแรงม้านั้นขี่กันอยู่เยอะ ดังนั้นการแก้ลำด้วยการยังคงใช้เครื่องความจุ 2.2 ลิตรเท่าเดิม แต่ “2.2 ลิตร ไบเทอร์โบ” ปรับระบบเทอร์โบจากเดิมลูกเดียว มาเป็น 2 ลูก ทำงานในระบบต่อเนื่องคือมี เทอร์โบแบบแปรผันลูกเล็กทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (VGS Low-pressure turbo) และในช่วงแรงดันสูงก็จะส่งต่อการทำงานให้กับเทอร์โบลูกใหญ่ (High Pressure Turbo) มีพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 204 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที กับแรงบิดเพิ่มขึ้น 25% เป็น 500 นิวตันเมตร ในช่วงกว้างขึ้นเล็กน้อยคือ 1,600–2,600 รอบ/นาที

            ซึ่งการตัดสินใจนี้เรียกว่า “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องยนต์ที่สมรรถนะทัดเทียมกับคู่แข่ง 2.8 ลิตร ยังสามารถเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์ 3.0 ลิตรได้อีกด้วย เพราะ “2.2 ลิตร ดีดีไอ แม็กซ์ฟอร์ซ ไบเทอร์โบ” นั้นมีแรงม้า และแรงบิดสูงกว่า ช่วยให้อัตราเร่งแซงในช่วง 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วขึ้น 12% (ส่วนหนึ่งคือรุ่น 3.0 ยังใช้เกียร์ 6 จังหวะแบบเก่า ในขณะที่ รุ่นไบเทอร์โบ ใช้เกียร์ 8 จังหวะที่มีอัตราทดชิด) ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั้นเร็วกว่าเดิม 5% และแน่นอนว่าประหยัดน้ำมันกว่ารุ่น 3.0 ลิตรถึง 8%

            นอกจากนั้นที่แน่นอนที่สุดก็คือ เรื่องภาษีประจำปีที่คำนวณตามความจุกระบอกสูบ โดยเฉพาะคนที่ต้องจดทะเบียนแบบรถนั่งส่วนบุคคล ที่รุ่น 3.0 รวมถึง 2.8 ของโตโยต้าจะเสียเปรียบชัดเจน เพราะจะต้องจ่ายภาษีรายปีอยู่ในช่วง 5,600-6,800 บาท แต่รุ่น 2.2 ไบเทอร์โบ จะจ่ายเพียง 3,500 บาทเท่านั้น

            เรียกได้ว่า สมรภูมิรถกระบะและ เอสยูวี ของยักษ์ดีเซลทั้งสองน่าจับตามาก เพราะ 2.8 เทอร์โบของโตโยต้าเสียเปรียบนิดๆในเรื่องภาษี แต่ก็มีสมรรถนะที่ดี มาไว ดึงหนัก และทนทาน ส่วนน้องใหม่ 2.2 ไบเทอร์โบ ก็ได้เปรียบเรื่องภาษีที่ต่ำกว่า แถมเกียร์ 8 จังหวะก็ช่วยให้ขับได้ลื่นไหล และประหยัด ส่วนถ้าคุณเป็นสายออฟโรดหนักๆ ก็คงจะต้องยึดมั่นกับเครื่อง 3.0 ลิตรเทอร์โบเดี่ยวเดิมๆที่ถึกทน และใช้เกียร์ 6 จังหวะที่แข็งแกร่งไปก่อน เพราะเชื่อเถอะว่าในสถานการณ์โหดๆมันเชื่อถือได้จริงๆ

            เรียกว่างานนี้ต้องตอบตัวเองว่า “อย่างไหนที่ใช่” ต้องถามใจคุณเอง…