จังหวัดระยองกำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่การใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่าน ‘I-SPARK’ โมเดลนำร่องในพื้นที่อำเภอมาบตาพุด ที่เชื่อมพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานร่วม และธุรกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าด้วยกัน โดยภายในปี 2578 หรือ ค.ศ. 2035 คาดว่าจะมีการลงทุนในโครงการสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ล่าสุด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ 4 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ลงนามแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือพัฒนา I-SPARK ภายในงาน Gastech Bangkok 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมี ‘ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี

ผู้ร่วมลงนาม ได้แก่ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

วางระบบรับอุตสาหกรรมใหม่

I-SPARK มีพื้นที่นำร่องในอำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยนำงานด้านพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG มาเชื่อมเข้าด้วยกัน โดยใช้ฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นจุดตั้งต้น เพื่อเตรียมรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทย

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดหาพลังงานและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วม และการต่อยอดธุรกิจคาร์บอนต่ำ แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 คลัสเตอร์

พลังงานคาร์บอนต่ำ

คลัสเตอร์แรกคือพลังงานคาร์บอนต่ำและโซลูชันลดคาร์บอน (Low Carbon Energy & Solution) มุ่งพัฒนาและเชื่อมโยงแหล่งพลังงานและเทคโนโลยีที่จำเ ป็นต่อภาคอุตสาหกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครอบคลุมก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พลังงานสะอาด ไฮโดรเจน แอมโมเนีย ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture & Storage: CCS)

การพัฒนาในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน รองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิต

ต่อโครงสร้างพื้นฐาน

คลัสเตอร์ที่สองคือ โครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared/Common Infrastructure) นำท่าเรือ ถังเก็บ ระบบท่อ และระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ในพื้นที่มาต่อยอด เพื่อรองรับพลังงานและธุรกิจคาร์บอนต่ำรูปแบบใหม่

พร้อมกันนี้มีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Platform) และศูนย์ความรู้และความร่วมมือ (Knowledge & Collaboration Center) เพื่อเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ เทคโนโลยี นักลงทุน และพันธมิตร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

ต่อยอดธุรกิจหมุนเวียน

ส่วนคลัสเตอร์ที่สามคือ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง ชีวภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Specialties, Bio & Circularity) มุ่งต่อยอดฐานอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ธุรกิจและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่มีมูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products) เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) และการนำพลาสติกใช้แล้วกลับมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบใหม่ (Mechanical Recycling)

การพัฒนาคลัสเตอร์ดังกล่าวจะช่วยสร้างธุรกิจใหม่จากฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

สำหรับเป้าหมายของ I-SPARK ภายในปี 2578 คาดว่าจะเกิดการลงทุนสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยวางแนวทางให้จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ก่อนนำแนวทางไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในโอกาสนี้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหาร ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ I-SPARK ภายในพื้นที่จัดแสดงของกลุ่ม ปตท. ในงาน Gastech Bangkok 2026