เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวในรายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกรณีที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ในวันที่ 15 ก.ย. 2569 ที่ประเทศสิงคโปร์ ว่า ในวันที่ 15 ก.ย. นี้ จะเป็นการประชุมสมัยแรก อย่างเป็นทางการ โดยแต่ละฝ่ายจะกล่าวถ้อยแถลงแสดงท่าที ประมาณ 15 นาที ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดด้วย ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้มีการคุยกันเองระหว่างหน่วยงานต่างๆ หลายรอบว่าจะนำเสนอประเด็นอย่างไร และมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ให้มีความพร้อมในการหารือมากที่สุด

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในประเด็นการกล่าวอ้าง ตนเชื่อมั่นว่าภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีจุดยืนที่ค่อนข้างจะมั่นใจในด้านข้อกฎหมาย ขณะที่เรื่องการประนอมภาคบังคับ ไทยยังเห็นว่าเป็นเกมอย่างหนึ่งของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มกระบวนการนี้แล้ว ไทยพร้อมอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอท่าทีของไทย เหตุผลและหลักการต่างๆ ทั้งนี้ ไทยต้องแสดงให้เห็นว่าไทยและกัมพูชาได้มาถึงจุดนี้ได้ เพราะมีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 เพื่อให้มีการเจรจาทวิภาคีใหม่ เนื่องจากไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี อีกทั้ง กัมพูชาเพิ่งเป็นสมาชิกภาคี UNCLOS เมื่อเดือน มี.ค. 2569 และทั้ง 2 ฝ่ายได้พูดคุยกันระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นปีนี้ด้วย ตนขอย้ำว่าทุกอย่างต้องมีการพูดคุยกัน โดยไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังมีเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อตกลงร่วมกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากเวลาผ่านไปแล้วไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ไทยและกัมพูชาต้องร่วมกันตัดสินใจเพื่อไปสู่กลไกอื่นๆ ขณะเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาเสนอให้มีการพูดคุยเรื่องการปักปันเขตแดนทางทะเล แต่มีการเอ่ยว่าหากตกลงกันไม่ได้ต้องมีการพูดคุยในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ด้านทรัพยากรต่างๆ ซึ่งไม่ควรอยู่ในขอบเขตของการประนอมภาคบังคับ ดังนั้น ท่าทีของไทยจึงต้องมีการพูดคุยเรื่องการปักปันเขตแดนให้ถึงที่สุดก่อน และเมื่อกระบวนการสิ้นสุด จะนำมาสู่ข้อเสนอแนะ ซึ่งไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่จะนำไปสู่การพูดคุยระหว่าง 2 ประเทศอยู่ดี และตนขอย้ำว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทยด้วย โดยหวังว่าจะสามารถทำให้เกิดความชัดเจนของเส้นแบ่งเขตแดนขึ้น จะได้ไม่มีข้อสงสัยตามมา.