เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 67 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถาม ของนายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคก้าวไกล ถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ความคืบหน้าข้อเสนอนโยบายการประมงทะเลและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้านไทย โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯ ให้มาตอบกระทู้แทน ว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ฝากมาขอโทษที่ท่านไม่ได้มาตอบกระทู้ด้วยตัวเอง เนื่องจากติดภารกิจ แต่ท่านเล็งเห็นถึงความตั้งใจในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับชาวประมง โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน และได้กำชับให้ตนมาตอบกระทู้ของท่าน สส.

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนต้องขอบคุณ สส.พรรคก้าวไกล ที่มีความห่วงใยให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านของคนไทย และท่านก็มีความเข้าใจในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านอย่างแท้จริง ปัญหาอุปสรรคในการทำมาหากินชาวประมงขณะนี้ อยู่ที่ต้นทุนที่มากกว่า 50% กระทรวงเกษตรกรฯ เรามีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเลอยู่ และได้ทำการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อที่จะพิจารณาข้อเสนอตามนโยบายการประมงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประมงพื้นบ้าน ซึ่งทางกรมประมงได้เสนอช่วยเหลือค่าน้ำมันสำหรับพี่น้องที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านจำนวน 1,275 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลาทั้งหมด 6 เดือน

นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า ในที่ประชุมมีกรรมการบางท่านที่ยังมีคำถามอยู่ว่า การที่จะสนับสนุนค่าน้ำมันดังกล่าว ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 45,000 ราย ใช้งบประมาณประมาณ 350 ล้านบาท เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า การใช้เงินของรัฐบาลแล้วจะเกิดความยั่งยืน เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า พี่น้องชาวประมงบางท่านที่รับเงินอุดหนุนตรงนี้ไปแล้วจะนำซื้อน้ำมันจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ไปซื้อน้ำมัน มันก็ไม่ตรงต่อวัตถุประสงค์ของการอนุมัติโครงการนี้ ซึ่งพอมีความไม่สบายใจของคณะกรรมการ ในที่ประชุมจึงมีความเห็นว่า ควรจะให้ชาวประมงพื้นบ้านได้รับการสนับสนุน เอาเฉพาะในเรื่องของก่อให้มีความยั่งยืนมากกว่านี้ ไม่ใช่เฉพาะ 6 เดือน ดังนั้นทางกรมประมงก็พยายามที่จะผลักดันแนวทางในการที่จะสนับสนุนน้ำมันผ่านทางการเติมเงิน โดยท่านไปเติมเงินในมือถือ เราจะสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่อุดหนุนช่วยเหลือพี่น้องประมงพื้นบ้าน จะถูกนำไปซื้อน้ำมันตรงตามวัตถุประสงค์

“ในขณะนี้ทาง ร.อ.ธรรมนัส ท่านก็ไม่สบายใจ เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐเรามีการช่วยเหลือน้ำมันเขียว หรือว่าน้ำมันต่างๆ ที่มีราคาถูกกว่า โดยเฉพาะให้กับผู้ประกอบการประมงที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ความช่วยเหลือดังกล่าว ถ้าเทียบกับพี่น้องประมงพื้นบ้านแล้ว ความช่วยเหลือต่างๆ มีความเหลื่อมล้ำพอสมควร ดังนั้นแนวทางการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมประมง เราจะต้องหาแนวทางเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องที่ทำประมงพื้นบ้าน มีโอกาสได้ต่อสู้ โดยทางกรมประมงกำลังหารือกับคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร โดยมีตัวแทนจากกรมประมงเข้าไปเป็นในคณะทำงานนี้ด้วย”

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า เราอยากจะหาทางในการอุดหนุนน้ำมัน โดยจะทำการลงพื้นที่ไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปรับฟังความเห็นจากสมาคม สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ถ้าเรามีความคิดเห็นที่ตรงกัน เราก็สามารถนำความเห็นของทางสมาคม สมาพันธ์ ไปเดินหน้าต่อได้เต็มที่ รวมไปถึงแนวทางอื่นๆ ในการช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ทำประมงพื้นบ้านด้วย

นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ แต่นโยบายในการจัดตั้งงบประมาณที่จะสนับสนุนการทำกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรของประมงพื้นบ้าน มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยจุดประสงค์เพื่อจะอุดหนุนไปยังองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมประมง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มการผลิตด้านประมง ซึ่งโครงการต่างๆ องค์กรชุมชนสามารถออกแบบได้เอง เราก็จะอุดหนุนเงินสนับสนุนองค์กรละไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเราเริ่มอุดหนุนมาแล้วตั้งแต่ปี 2562 ส่วนปี 2568 เท่าที่ตนทราบ เราได้ได้รับจัดสรรงบประมาณมาประมาณ 200 กองทุน ที่หมายความว่า องค์กรชุมชนท้องถิ่นจะได้รับองค์กรละ 100,000 บาท ก็จะสามารถนำงบประมาณตรงนี้ไปใช้ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตให้กับสัตว์น้ำ เรื่องของธนาคารสัตว์น้ำ การพัฒนาอาชีพทางด้านการประมง หรือแม้แต่กระทั่งการเปลี่ยน หรือซ่อมแซมเครื่องมือประมงก็สามารถทำได้

“ในส่วนความห่วงใยของเพื่อนสมาชิกในส่วนของกองทุนประกันภัยแก่ประมงพื้นบ้าน เพื่อช่วยเหลือในกรณีอุบัติเหตุหรือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต้องยอมรับว่า เงื่อนไขในกรมธรรม์อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจสำหรับพี่น้องที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านมากนัก เพราะว่ามีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น การชดเชยความสูญเสียจากธรรมชาติหรือว่าภัยพิบัติ จะต้องดูในเรื่องของระเบียบทางราชการ ซึ่งต้องเป็นการประกาศภัยพิบัติระดับจังหวัดเท่านั้น ถ้าเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในเฉพาะพื้นที่ผมเชื่อว่าทางจังหวัดก็ไม่สามารถประกาศเป็นภัยพิบัติได้ ทำให้ไม่สามารถรับค่าสินไหมทดแทนได้ แต่ขณะนี้กรมประมงอยู่ระหว่างการเจรจาในเรื่องนี้ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้สามารถครอบคลุม หรือว่าดูแลเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น“ รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อด้วยว่า กรมประมงกำลังทำร่างใหม่ เพื่อเสนอไปที่กรมบัญชีกลาง เช่น ชดเชยเวลาเกิดความเสียหาย ก็ชดเชยตามความยาวของเรือ แต่ที่เรากำลังจะนำเสนอเป็นการชดเชยตามปริมาตรความจุของเรือ หรือแม้แต่เรื่องของอัตราการช่วยเหลือในกรณีที่เสียหาย จะจ่ายไม่เกิน 20,000 บาท แต่เราจะเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท การช่วยเหลือเยียวยาประมาณ 10,000 บาท แล้วก็ปรับขึ้นเป็น 15,000 บาท หรือแม้แต่ในกรณีที่เรือจมนะที่สามารถจ่ายได้ไม่เกิน 66,000 บาท แต่ร่างใหม่สามารถเพิ่มขึ้นมาเป็นจ่ายได้ไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ จ.ระยอง นายอรรถกร กล่าวว่า สำหรับพี่น้องประมงพื้นบ้านในภาคตะวันออก กรมประมงเรามีนโยบายในการที่จะดำเนินการช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านมาตลอด โดยมีกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเหลือดำเนินการในพื้นที่ที่จะร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนแล้วก็พัฒนาให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมธนาคารปูม้า สนับสนุนการจัดหาเครื่องมือประมง สนับสนุนอุปกรณ์ซ่อมเรือ หรือแม้แต่กิจกรรมในการผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ เราจะต้องลงไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการหาทางออก ที่ทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ โดยไม่ผิดกฎหมาย

“ร.อ.ธรรมนัส ให้ความสำคัญและลงไปประชุมกับพี่น้องชาวประมงพานิชย์ที่ต้องการที่จะขายเรืออยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ผมเชื่อว่า อยู่ในกระบวนการในการที่จะหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ก็คงจะใช้เวลาสักนิดหนึ่ง แต่ผมเรียนด้วยความเคารพว่า พวกผมก็ต้องต่อสู้ในฐานะเป็นนักการเมือง ร.อ.ธรรมนัส ก็เป็นนักการเมือง เราก็ต่อสู้เพื่อที่ประชาชนจะได้รับสิ่งที่เขาสามารถได้รับกลับมาให้เหมาะสม ท่านไม่ต้องกังวลใจ เราในฐานะกระทรวงเกษตรฯ เราจะทำตรงนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและรอบคอบที่สุด” รมช.เกษตรฯ กล่าว.