เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่พร้อมกับนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานโครงการสำคัญของ กทม. ถึงกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “คิด ทำ ทิ้ง” โพสต์ว่าพบเห็นรถบัสของ กทม.โดยกองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (สวท.) เป็นผู้จัดซื้อ จอดไว้ข้างสระน้ำบริเวณศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) จำนวน 6 คัน ไม่ได้มีการใช้งานว่า ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยจะมีการตรวจสอบว่า โครงการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มีการใช้งานอย่างไร เบื้องต้นมีการจัดซื้อรถบัสตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งรถบัสดังกล่าวได้มีการใช้งานบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก จึงต้องจะต้องกลับไปดูรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่ง กทม.มีรถอยู่จำนวนมาก ทั้งรถส่งพนักงาน รถตู้ ดังนั้นจะต้องพยายามใช้งานรถให้มีประสิทธิภาพและหากไม่ได้ใช้งานก็จะต้องเปลี่ยนรูปแบบหรือไม่มีการซื้อรถเพิ่ม

นายชัชชาติ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะช่วยกันตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ซึ่งทาง กทม.จะต้องมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับกรณีอุปกรณ์ออกกำลังกาย ที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลที่ชัดเจน โดย กทม. พร้อมให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาตรวจสอบและพยายามที่จะแก้ปัญหาในเชิงระบบให้เป็นการแก้ปัญหาที่ยืนยาว และไม่ใช่เพียงเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว แต่การมีส่วนร่วมในการเข้ามาตรวจสอบของประชาชนก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกัน สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นทางฝ่ายบริหารไม่ได้มีความกังวล เพราะไม่ได้มีความไม่โปร่งใส หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ และหากมีเรื่องเกิดขึ้นก็พร้อมดำเนินการอย่างเข้มงวด และรวดเร็ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเครื่องออกกำลังกายที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า หากมีการตรวจสอบและพบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นในส่วนของส่วนต่างราคา จะมีการรับผิดชอบอย่างไร นายชัชชาติ กล่าวว่า จะต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะเรื่องนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้าง ก็มีระเบียบปฏิบัติกำกับอยู่ แต่ต้องมาดูว่าช่องโหว่ ที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด โดยจะต้องมาวิเคราะห์ว่าระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในส่วนของการเสนอราคา การสืบราคา ที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งตนไม่สามารถที่จะไปชี้นำได้ เพราะจะทำให้รูปคดีเสีย หรือส่งผลต่อการดำเนินการต่างๆได้ แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทาง กทม.จะไม่นิ่งเฉยต่อเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าทำไมผู้บริหารไม่ดูแลการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการที่มี นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ โดยโครงการที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาท ทางด้านรองผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นผู้ดูแล หากโครงการมีมูลค่าน้อยลดหลั่นลงไป ก็จะเป็นการกระจายอำนาจ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากขึ้น ตามรูปแบบทั่วไปของการกระจายอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง

“เรามั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ที่ตัวคน ระบบที่วางไว้ดี แต่คนมีปัญหาก็เกิดช่องโหวตต่างๆได้ ต้องพยามศึกษาภาพรวมที่จะสามารถอุดช่องโหว่ได้ ถ้าเกิดปัญหาอยู่ที่คน ก็จะเอาคนที่ดีเข้าไปทำงาน และปิดช่องโหว่ควบคู่กันไป” นายชัชชาติกล่าว

ส่วนกรณีที่มีหนังสือคำสั่งปรับเปลี่ยนหน่วยงานที่กำกับดูแลของรองปลัด กทม. นายชัชชาติ กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนหน่วยงานเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าการสอบสวนต่างๆจะเป็นไปอย่างโปร่งใส และไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ที่ให้ข้อมูล โดยเรื่องที่เกิดขึ้นตนมีความไม่สบายใจ เป็นเรื่องของความไว้วางใจ หากประชาชนไม่มีความไว้วางใจตนก็ไม่สามารถอยู่ได้ ดังนั้นความไว้วางใจจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในการทำงาน เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

“การปรับเปลี่ยนหน่วยงาน เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลมีความสบายใจ และไม่มีเหตุเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องต่างๆ รวมถึงหลังจากนี้ ก็จะมีการปรับเปลี่ยนในจุดอื่นอีก เพื่อให้เกิดความมั่นใจ สุดท้ายต้องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนต่อไป เรายังไม่ได้บอกว่าใครผิดไม่ผิดอย่างไร ซึ่งตนไม่สามารถพูดได้ เพราะไม่ได้อยู่ในกระบวนการดังกล่าว และจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากมีเรื่องที่น่าสงสัยก็จะต้องรีบดำเนินการ” นายชัชชาติกล่าว

ส่วนกรณีที่มีการสั่งชะลอการเบิกจ่ายค่าอุปกรณ์กีฬานั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องมีการชะลอตามกรอบกฎหมายที่มี เนื่องจากเกิดข้อสงสัยขึ้นหากมีการจัดซื้อจัดจ้างต่อก็อาจจะสร้างปัญหาต่อเนื่องได้ จึงได้สั่งการให้ปลัด กทม.เข้าไปดูแลว่าจุดไหนที่จะสามารถชะลอการเบิกจ่ายค่าอุปกรณ์กีฬาได้ โดยที่รัฐไม่เกิดความเสียหาย เพราะหากมีข้อชัดเจนว่าไม่โปร่งใส ก็จะเป็นเหตุผลในการชะลอการจ่ายเงิน แต่จะต้องไปดูระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วยโดยได้สั่งการให้ชะลอทุกโครงการที่มีปัญหา

ด้านนายเกรียง กล่าวเสริมว่า กรณีการจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา มีปัญหาที่เกิดขึ้นกับปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ กทม.เท่านั้น จึงอยากให้ กทม.เป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อนำไปใช้กับพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดมาตรฐานราคากลางของอุปกรณ์กีฬา ที่กรมบัญชีกลางจะต้องมีการกำหนดราคากลางไว้ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาเช่นเดียวกับกรณีนี้ เพราะไม่ถ้าไม่มีราคากลางกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ต้องให้มีการสอบราคา โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการก็ฮั้วกัน ทำให้ราคากลางสูง

“พอทำหนังสือเชิญหน่วยงานภายนอกตรวจสอบ มาร่วมเป็นคณะกรรมการกำหนดราคากลาง เขาก็ไม่มา แต่ถึงเวลาเข้ามาตรวจสอบ อปท.ยุ่งกันทั้งประเทศ อยากขอให้หน่วยงานตรวจสอบเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่วม และมาตรฐานราคากลางจะต้องเกิด เพราะไม่งั้นทุกปีงบประมาณจะมีปัญหาเรื่องราคากลาง และเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการด้วย” นายเกรียงกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่นายเกรียงพูดมามีความชัดเจน ถ้ามีราคากลางจากกรมบัญชีกลางอย่างชัดเจนจะทำให้เรามีความสบายใจ แต่พอมีหลายมาตรฐานทำให้อำนาจอยู่กับคณะกรรมการกำหนดราคากลางของแต่ละโครงการ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีอำนาจด้วยซ้ำ เพราะเป็นการกระจายอำนาจตามขั้นตอนอย่างที่บอกไป เหมือนกับโครงการการก่อสร้างมีอิฐ หิน ปูน ทราย ที่มีราคากลาง ก็ทำให้ทุกคนสบายใจขึ้น ไม่อยากให้เคสนี้เป็นเคสเดียวแต่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ เพราะไม่ใช่เป็นเฉพาะที่ กทม. หน่วยงานที่มีการจัดซื้ออุปกรณ์กีฬามีปัญหาคล้ายๆกัน ถ้ามีการออกราคามาตรฐานกลางขึ้นมาได้ก็จะเกิดความโปร่งใส คนก็ไปแข่งกันตามมาตรฐานราคากลางที่มีการกำหนด

“มันต้องแก้ที่โครงสร้างภาพรวม ทั้งประเทศเป็นปัญหาที่ไม่น่าเกิด แต่ถ้าเกิดแล้วขอให้แก้ปัญหาทั้งระบบได้ไหม ยอมรับก่อนว่ามีปัญหาอีกครั้ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง มาจากสภาใหญ่อยู่แล้ว ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมาเราก็จะทำได้ดีขึ้น ในความเจ็บปวดก็ขอให้มีสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น” นายชัชชาติกล่าว