บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัสแบรนด์ “ซีพี โฟตอน” เปิดศักราชใหม่ของปี 2566 ด้วยการประกาศความสำเร็จผลประกอบการปีที่ผ่านมาที่เติบโตขึ้น 59% เพราะเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย และปีนี้ยังมีสัญญาณดีต่อเนื่อง หลังฐานลูกค้าในกลุ่มฟลีตและธุรกิจก่อสร้างขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องแผนการลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทยที่คาดการณ์ให้แล้วเสร็จภายในปี 2567

โดย “กฤษณะ เศรษฐธรางกูร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ กล่าวว่า แบรนด์ ซีพี โฟตอน เป็นที่ยอมรับในฐานะยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีความทันสมัย คุณภาพผลิตภัณฑ์ระดับ Best in Class มีรุ่นรถครอบคลุมทุกการใช้งาน ทั้งรถบรรทุกที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมรอบด้าน นอกเหนือจากจุดแข็งหลักที่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังเร่งงานบริการหลังการขายและการพัฒนาเครือข่ายให้แข็งแกร่ง เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้รถทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายที่มีศูนย์บริการซ่อมบำรุงครบวงจร พร้อมให้บริการทั้งหมด 23 แห่ง และศูนย์บริการสาขาย่อยเพื่อสนับสนุนการให้บริการแก่ลูกค้าอีก 5 แห่ง โดยยึดหลักว่าในทุกระยะ 200 กม. ซีพี โฟตอน จะต้องมีศูนย์บริการและอะไหล่ รวมถึงสามารถบำรุงรักษานอกสถานที่ให้แก่ลูกค้า ทั้งในและนอกเวลาทำการได้ทันท่วงที เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของลูกค้าราบรื่นไม่มีสะดุดหรือหยุดนิ่ง

สำหรับแผนรุกตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในปีนี้ ซีพี โฟตอน มุ่งเน้นการตอกย้ำแบรนด์ดีเอ็นเอ คือ “The Future of Truck” ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยความพร้อมจากปัจจัยเชิงบวกรอบด้าน อาทิ การเปิดประเทศเต็มรูปแบบของจีน, ความตื่นตัวของผู้ประกอบการที่สนใจการทำตลาดแบบกรีนโลจิสติกส์โดยใช้รถอีวี หรือการมีความรู้ ความเข้าใจ พร้อมเปิดใจยอมรับในสินค้าแบรนด์จีน ซึ่งจริง ๆ แล้วมีตลาดการผลิตและส่งออกที่ใหญ่มากครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย-ยุโรป-อเมริกา อันเป็นตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ใหญ่ที่สุดของโลก

ที่ผ่านมา ซีพี โฟตอน ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการขนส่งและก่อสร้างในไทย เกิดการบอกต่อในกลุ่มผู้ใช้รถ และขยายฐานสู่ความเชื่อมั่นในงานประมูลงานของภาครัฐมากขึ้นตามลำดับ ด้วยการมีฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ มีแนวคิดมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่สามารถรองรับอัตราผันผวนของต้นทุนธุรกิจ เช่น ค่าพลังงานและซ่อมบำรุง ได้อย่างยั่งยืน โดยทีมกลยุทธพิเศษ หรือ Project Management ซึ่งเป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านหลัก คือการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Product Development) การบริหารงานพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย (Network Development) และการบริหารงานและพัฒนางานบริการหลังการขาย (Service Operation Dealer Development) เข้ามาสนับสนุนให้นโยบายหลักบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

“จุดหนึ่งที่เชื่อมั่นจะแก้จุดบกพร่องภาพลักษณ์รถจีนที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยในอดีตแล้วไม่ประสบความสำเร็จ โดยจะเห็นได้จากปีแรกที่เข้ามาทำตลาดนั้น มียอดขายอะไหล่เพียงแค่ 3 ล้านบาท แต่จากการมุ่งมั่นพัฒนาอย่างครบวงจรทั้งสินค้าและบริการซึ่งเป็นหัวใจหลัก ได้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนในปีต่อมายอดขายอะไหล่เป็น 7 ล้านบาท และ 10 ล้านปีที่ผ่านมา ส่วนปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ 20 ล้านบาท ซึ่งเราไม่ได้มองแค่กำไร แต่ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถซัพพลายอะไหล่ให้ผู้ใช้งานทันท่วงที”

อีกทั้งยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากตัวแทนผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้การเร่งสร้างภาพลักษณ์ การพัฒนาโชว์รูมให้เป็นแลนด์มาร์คในพื้นที่ที่กลุ่มลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย การจัดอบรมพัฒนามาตรฐานฝ่ายขายและซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นด่านหน้าในการให้คำแนะนำการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ซีพี โฟตอน ได้อย่างเป็นมืออาชีพสูงสุด

ด้านผลิตภัณฑ์ในปีที่ผ่านมา รถบรรทุก 4 ล้อไม่ติดเวลารุ่นออลมาร์ค เฟล็กซ์ (Aumark Flex) มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยความเหนือกว่าของมาตรฐานผลิตภัณฑ์และราคาขายที่คุ้มค่าการลงทุน เอื้อประโยชน์ต่อการกระตุ้นการกลับมาลงทุนหลังภาวะโควิดคลี่คลายในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี และลดภาระเงินผ่อน สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่และหัวลากก็ยังคงมียอดจองเข้ามาตามปกติ ขณะนี้กำลังเร่งส่งมอบและเติมสต๊อกให้เพียงพอต่อความต้องการ

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นการขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-จีน ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซีพี โฟตอน ได้นำเข้ารถผสมปูนสำเร็จรูปคุณภาพสูง Mixer 270 ลอตแรกจากฐานการผลิตเมืองปักกิ่ง ประเทศจีน พร้อมมีแผนจะนำเข้ายานยนต์เพื่อการพาณิชย์คุณภาพสูงอีกหลายรุ่น ทั้งรถเครื่องยนต์ดีเซลและรถบรรทุกไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นสัญญาณดีรับต้นปีที่จะมีการต่อยอดความร่วมมือและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับมหภาคร่วมกันต่อไปในอนาคต

ทางด้านการลงทุนนั้น “กฤษณะ” กล่าวว่า บริษัทมีแผนใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ขนาด 3,000 คันต่อปีคาดเปิดดำเนินอย่างเร็วในปลายปีนี้ หรือปี 2567 ตั้งเป้าหมายขายในประเทศ 70% และส่งออก 30% ไปยังประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวาอย่าง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย เป็นต้น.