เกี่ยวกับปัญหานี้ รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้แสดงความเป็นห่วง หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของมูลนิธิต่าง ๆ อย่างรัดกุมและทันสถานการณ์ ระหว่างที่ยังมีช่องว่างที่การตรวจสอบเข้าไปไม่ถึง อาจทำให้กลุ่มองค์กรอาชญากรรมและขบวนการผิดกฎหมายอาศัยช่องโหว่นี้แอบแฝงเข้ามาใช้มูลนิธิเป็นฉากบังหน้าเพื่อเป็นแหล่งฟอกเงิน

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน

รศ.ดร.อัจฉรา กล่าวเรื่องนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือ ควรตรวจสอบเส้นเงินมูลนิธิต่าง ๆ อย่างจริงจัง เนื่องจากตอนนี้ขบวนการสแกมเมอร์ เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ และองค์กรอาชญากรรม นิยมเลือกใช้มูลนิธิเป็นช่องทางฟอกเงิน เพราะระบบตรวจสอบที่ยังคงมีช่องว่างและรอยต่อ ทำให้การตรวจสอบทำได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งช่องว่างดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลว่า อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ขบวนการผิดกฎหมายแฝงเข้ามาใช้มูลนิธิเป็นแหล่งฟอกเงิน เช่น นำเงินผิดกฎหมายเข้ามาฟอกผ่านการสร้างโครงการขนาดใหญ่ของมูลนิธิ โดยทำให้มีลักษณะของการหมุนเงินเข้าและมีเงินทอนออกไป ซึ่งถ้าไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้ดี กรณีนี้ไม่เพียงจะทำให้ผู้คนเกิดวิกฤติศรัทธาจนอาจไม่กล้าทำบุญหรือบริจาค ซึ่งไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปถึงจุดนั้น เพราะจะทำให้สังคมไทยที่เคยเป็นสังคมแห่งความโอบอ้อมอารีและเกื้อกูลกันถึงคราล่มสลาย

นักวิชาการคนเดิมได้ยกโมเดลต่างประเทศมาใช้เพื่อเป็นกรณีศึกษาของไทยว่า หลายประเทศก็เคยเกิดปัญหาเช่นนี้ จึงมีการสร้างระบบตรวจสอบและติดตามที่รัดกุมมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและการติดตามเส้นทางการเงินมาก โดยหากพบการนำเงินบริจาคไปเข้าบัญชีส่วนตัว หรือนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยขาดธรรมาภิบาล มูลนิธิตั้งแต่ผู้บริหารจะถูกดำเนินคดีอย่างรุนแรง และถูกปรับในอัตราที่สูงมาก ในขณะที่ สิงคโปร์ มีหน่วยงานกำกับดูแลองค์กรการกุศลโดยเฉพาะ โดยทำหน้าที่บังคับให้มูลนิธิต้องเปิดเผยงบการเงิน เช่น รายรับ-รายจ่ายต่อสาธารณะผ่านระบบออนไลน์โดยละเอียด เพื่อให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบก่อนตัดสินใจบริจาคให้มูลนิธิ รวมถึงมีช่องทางที่ปลอดภัยให้กับผู้ร้องเรียนด้วย

ส่วน “แนวทางป้องกันระยะยาว” นั้น รศ.ดร.อัจฉรา เสนอแนะทางออกกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ 3 แนวทางหลัก คือ

จัดแบ่งเกณฑ์กำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง หากเป็นมูลนิธิขนาดใหญ่ การตรวจสอบเส้นทางการเงินอาจเข้มข้นกว่ามูลนิธิขนาดเล็ก หรือกลุ่มระดับชุมชน เพื่อรักษาความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับ ตรวจจับธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติ เช่น หากเป็นบัญชีมูลนิธิที่มียอดโอนเกิน 2 ล้านบาท ถ้าไม่มีการรายงาน ก็ให้ระบบแจ้งเตือนและดึงบัญชีนั้นเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทันที เพื่อการป้องกันปัญหาเชิงรุก

จัดตั้งองค์กรกลางกำกับดูแลโดยเฉพาะ บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมสรรพากร, ปปง., ตำรวจไซเบอร์ และกระทรวงมหาดไทย

“มาตรการเหล่านี้ควรต้องทำโดยรัดกุม รอบคอบ เป็นธรรม และโปร่งใส เพื่อไม่ไปทำลายจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ที่เป็นสายใยค้ำจุนสังคมไทยมาโดยตลอด และจังหวะเดียวกันนี้ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะผ่าตัดช่องโหว่นี้อย่างจริงจังสักที ก่อนที่วิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้นจากเรื่องของเงินบริจาคเหล่านี้จะทำให้คนไทยนั้นรู้สึกขยาดการทำดี ทำบุญ ซึ่งถ้าสังคมเดินไปถึงจุดนั้นย่อมไม่ดีแน่ ๆ”

นี่เป็นการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน ที่ฉายภาพปัญหา “เงินบริจาคมูลนิธิ” ซึ่งกำลังเป็นปมร้อนตอนนี้ของสังคมไทย รวมถึงเสนอแนะทางออกแก้ปัญหาระยะยาว เพื่อป้องกันการเป็นแหล่งฟอกเงิน รวมถึงไม่ให้วิกฤตินี้สั่นคลอนศรัทธาและจิตใจความเป็นคนใจบุญของคนไทยไปมากกว่านี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์