ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยถึงกรณีประชาชนมีความกังวลว่าน้ำเหนือจะไหลเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ที่ยังหนักสุดคือฝั่งตะวันออกสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากน้ำทะเลหนุน และปริมาณฝน  ซึ่งปกติเวลาน้ำขึ้น น้ำลง น้ำทะเลหนุนพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นพื้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คือ  กรุงเทพฯ สมุทรปราการ  นนทบุรี และปทุมธานี

ส่วนน้ำเหนือที่เกรงว่าจะไหลมาสมทบนั้นยืนยันว่าไม่เกิดขึ้นและไม่ไหลล้นแนวป้องกันแนวแน่น  จะมีผลบ้างคือชาวบ้านที่อยู่ตามแนวตลิ่งเจ้าพระยาเท่านั้นแม้ว่าน้ำในแม่น้ำปิง และแม่น้ำสะแกกรัง จะมีปริมาฯที่สูงขึ้น

กรมชลประทานเปิดเผยเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อใช้เป็นแนวทางรับมือสถานการณ์น้ำหลากและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยกำหนดระดับการระบายน้ำเป็นหลายช่วง ตั้งแต่ไม่เกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไปจนถึงมากกว่า 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมกำหนดพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อน

สำหรับหลักเกณฑ์การระบายน้ำ กรมชลประทานแบ่งสถานการณ์ออกเป็นระดับสำคัญ โดยกรณีระบายน้ำ ไม่เกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือเป็นระดับที่ไม่เกินความจุลำน้ำและไม่กระทบพื้นที่ท้ายน้ำ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์

ขณะที่หากการระบายน้ำเพิ่มขึ้น มากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเข้าสู่ระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยจะมีพื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นในจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ เมื่อการระบายอยู่ที่ 2,000-2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่ที่ต้องจับตาจะขยายไปยังหลายอำเภอในจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ส่วนช่วง 2,200-2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มกระทบพื้นที่เพิ่มเติมในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา

หากการระบายเพิ่มขึ้นถึง 2,400-2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รายการพื้นที่เฝ้าระวังจะขยายตัวมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ขณะที่ระดับ มากกว่า 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยข้อมูลระบุพื้นที่ในจังหวัดอ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา