โดยในญัตติระบุความตอนหนึ่งว่า ไม่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน เป็นนั่งร้านช่วยเหลือต่างตอบแทนกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย บริหารงานผิดพลาดล้มเหลวอย่างร้ายแรงในด้านการเมือง การปฏิรูปกองทัพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม
“ทำลายนิติรัฐ ทำลายระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา นอกจากนี้ยังสมัครใจยินยอมให้ “นายทักษิณ ชินวัตร” ผู้เป็นบิดาชี้นำชักใย ให้กระทำการหรืองดเว้นการกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบิดาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ที่ไม่รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ”
เจอข้อหาเดือดขนาดนี้ย่อมทำให้บรรดาองครักษ์พิทักษ์นายกฯ และ “นายใหญ่” ยอมไม่ได้ จากเดิมที่ฝ่ายค้านตั้งเป้าขอใช้เวลาในการซักฟอก 5 วัน และรัฐบาลทำท่าเหมือนจะให้เพียง 2 วัน แต่หลังยื่นญัตติ พรรคเพื่อไทยพลิกเกมโต้กลับด้วยการออกมาบอกว่าในเมื่ออภิปราย “นายกอิ๊งค์” เพียงคนเดียว ก็ให้เวลาแค่ 1 วันพอ
โดย “มนพร เจริญศรี” รมช.คมนาคม ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แย้มว่ากรอบเวลาที่เหมาะสมในการซักฟอกนายกฯ เพียงคนเดียว คือ 1 วัน ต่อมา “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ก็ออกมาสำทับว่า “คงให้อภิปรายในวันที่ 24 มี.ค. วันเดียว หลังเที่ยงคืนก็โหวตเลย ไม่ต้องไปรอลงมติวันรุ่งขึ้น แต่คงต้องรอหารือกันในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันที่ 3 มี.ค. อีกครั้งว่าจะเห็นตรงกันหรือไม่ เชื่อว่าจะเห็นไปทางเดียวกัน จากนั้นค่อยมาตกลงกรอบเวลาซักฟอกในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เรายืนยันจะให้อภิปรายวันเดียว ถ้าฝ่ายค้านไม่ยอมก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน”
ขณะที่ซีกฝ่ายค้านออกมาโวยให้เวลาเพียงวันเดียวจะสาธยายความผิดพลาดในการบริหารงานของ “นายกฯ อิ๊งค์” ครบถ้วนครอบคลุมได้อย่างไร “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน ระบุในทำนองว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และรัฐบาลเผด็จการนั้น วันนี้ขี้ขลาดและมาตรฐานต่ำกว่ารัฐบาลประยุทธ์เสียอีก เพราะแผลเต็มไปหมดแต่ยังเปิดให้อภิปราย 4 วัน สิ่งที่วิปรัฐบาลกำลังทำ คือความกลัว การปกป้องนายกฯ ด้วยวิธีนี้ คือการทำร้ายนายกฯ
สุดท้ายต้องรอดูการถกวิป 3 ฝ่ายว่าข้อสรุปในเรื่องศึกซักฟอกครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ฝ่ายรัฐบาลจะยอมให้เวลาในการเปิดแผลกล่องดวงใจ “นายใหญ่” เพิ่มตามความประสงค์ของฝ่ายค้านหรือไม่ และเป็นการวัดใจพรรคร่วมว่าจะมีใครแหลมกล้ายกมือไม่ไว้วางใจ “นายกฯอิ๊งค์”หรือไม่
อย่างไรก็ตามไม่เฉพาะศึกในสภาล่างที่รอถล่มรัฐบาล ฟากสภาสูง “สว.สีน้ำเงิน” เครือข่ายพรรคร่วมรัฐบาลที่คอยทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ ซึ่งกำลังถูกกรมสวบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว.ถึงขั้นกล่าวหาเป็นอั้งยี่ฯ ก็จ่อเอาคืนด้วยการยื่นญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลในวันที่ 4 มี.ค.นี้ พุ่งเป้าถล่มดีเอสไอ และรมว.ยุติธรรม และน่าจะลามไปถึงคนที่เคยอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจด้วย เดือน มี.ค.ที่เข้าสู่ฤดูร้อนปีนี้ จึงร้อนระอุองศาเดือดทั้งในและนอกสภาแน่นอน.