นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการซื้อ-ขาย สื่อโฆษณาและวางกลยุทธ์สื่อสารทางการตลาด เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจไทยและเงินฝืด จนทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนในการหารายได้เพิ่มในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้คาดว่าปี 68 นี้ พ่อค้า แม่ค้า นักขาย ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ผันตัวเองไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือคนที่มีอิทธิพลทางความคิดและการตัดสินใจของผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียมากขึ้นถึง 3 ล้านคน หรือประมาณ 5% ของประชากรทั้งประเทศ จากปี 67 ที่มี 2 ล้านคน โดยเฉพาะโปรแกรมติ๊กต็อก เฟซบุ๊ก ยูทูบ เอื้อให้คนธรรมดาเข้าไปหาเงินพิเศษได้ง่ายแบบไม่มีต้นทุนเริ่มต้นหลักพันบาท

ทั้งนี้ เป็นผลให้ในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและแบรนด์สินค้าเน้นใช้เงินโฆษณาและสื่อการตลาดในอินฟลูเอนเซอร์มากเป็น 1 ใน 3 ของสื่อดิจิทัล โดยส่วนใหญ่ใช้ในกลุ่มอาหาร ประเภทร้านคาเฟ่ สถานที่ท่องเที่ยว และเครื่องสำอาง อุปกรณ์เสริมต่างๆ จากภาพรวมการใช้เงินโฆษณาและสื่อการตลาดปี 67 ที่ผ่านมามูลค่า 88,061 ล้านบาท เติบโต 3.8% และปีนี้คาดว่ามูลค่าเพิ่มเป็น 92,048 ล้านบาท เติบโต 4.5% จากปัจจัยบวกใหม่ๆ อาทิ เอไอที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องและเข้าถึงง่าย อุตสาหกรรมอนาคตอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์เซอร์วิสมีแผนเข้ามาลงทุนในไทย การท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักต่อเนื่อง ไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก และซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่ได้การตอบรับมากขึ้น

ขณะเดียวกันนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตั้งกำแพงการค้าจีน ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติบางส่วนต้องหาทางเลือกใหม่ในการตั้งฐานการผลิต โดยที่ไทยและอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นเป้าหมายสำคัญของการย้ายฐานการลงทุน และไทยได้เปรียบในหลายเรื่อง อาทิ ทำเลที่เหมาะกับการเป็นศูนย์กลางอาเซียน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เชื่อว่าสัดส่วนการใช้เงินโฆษณาในสื่อดิจิทัลมากเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปีที่แล้วแซงหน้าสื่อทีวีอย่างชัดเจน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การรับชมทีวีส่วนใหญ่จะดูรายการข่าวมากกว่าในอดีตที่ดูละครเป็นหลัก ทำให้ปัจจุบันมีการรับชมข่าวและละครอยู่ประมาณ 50% ส่วนการรับชมรายการวาไรตี้เริ่มลดลง หันไปรับชมผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ปีนี้ สื่อดังเดิมมีโอกาสจัดแคมเปญค่าโฆษณาที่รุนแรงมากขึ้น เพื่อดึงดูดใจลูกค้า

นายภวัต กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อทีวียังมีบทบาทต่อผู้บริโภค แต่มองว่าไม่จำเป็นต้องมีหลายๆ ช่อง จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 15 ช่อง ลดจากช่วงประมูลไลเซนส์ทีวีดิจิทัลทั้งหมด 24 ช่อง และเชื่อว่าหากไลเซนส์หมดลงในปี 2572 จะมีหลายช่องที่แห่กันปิดตัวและเหลือช่องทีวีที่อยู่และมีอนาคตประมาณ 5-6 ช่องเท่านั้น จากขณะนี้มองว่าหลายช่องอยู่ในช่วงของการยื้อธุรกิจไปเรื่อยๆ เพื่อรอให้หมดไลเซนส์ หรือหากมีกฎหมายพิเศษขึ้นมาเหมือนกับในอดีต ก็จะมีผู้ถอนตัวแน่นอน