เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 67 ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ “ARDA” กล่าวว่า ประเทศไทยมีปริมาณการผลิตพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (Polyethylene Terephthalate : PET) หรือเรซินพลาสติกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ทั้งสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 834,500 ตันต่อปี (ปี 61-65) โดยนิยมนำมาผลิตเป็นขวด ถาด กล่อง และฟิล์ม ฯลฯ เนื่องจากมีความใส แข็งแรง และต้านทานการซึมผ่านของแก๊สและความชื้นได้ดี และสามารถรีไซเคิลได้ 100% ถึงแม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการนำพลาสติกมารีไซเคิลใช้ประโยชน์ใหม่ได้ ซึ่งแต่เดิมไม่มีกฎระเบียบและแนวทางการประเมินความปลอดภัยสำหรับวัสดุสัมผัสอาหารจากพลาสติกรีไซเคิล เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายควบคุม
![](https://t.dailynews.co.th/wp-content/uploads/2024/12/S__550000-1280x888.jpg)
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 295 พ.ศ.2548 “ห้ามมิให้ใช้ภาชนะพลาสติกที่ใช้แล้วบรรจุอาหารเว้นแต่ใช้เพื่อบรรจุผลไม้ชนิดที่ไม่รับประทานเปลือก” ส่งผลให้ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ PET ได้ถูกนำกลับไปรีไซเคิลเป็นเส้นใยโพลิเอสเตอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อนำไปผลิตเสื้อผ้าแทนแต่พลาสติกชนิดนี้ยังมีบางส่วนไม่เข้าสู่ระบบรีไซเคิลและกลายเป็นขยะพลาสติกตกค้างในทะเล ทำให้ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกที่มีขยะพลาสติกตกค้างในทะเล ดังนั้นหากสามารถใช้พลาสติกรีไซเคิลสำหรับบรรจุภัณฑ์ด้านอาหารได้ จะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกลงได้ และหากจะแก้ไขประกาศดังกล่าว จำเป็นต้องมีการใช้ข้อมูลด้านการวิจัยเป็นข้อมูลสนับสนุนประกอบการพิจารณา ARDA หน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยและผลักดันผลงานเข้าสู่การใช้ประโยชน์ ทั้งเชิงนโยบาย เชิงสาธารณะ และเชิงพาณิชย์ ภายใต้การร่วมสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดำเนินโครงการการพัฒนาและประเมินวิธีทดสอบวัสดุ สัมผัสอาหารนำไปสู่เป้าหมาย “ปลดล็อก…การใช้พลาสติกรีไซเคิลสัมผัสอาหารใส่ใจความปลอดภัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน”
โดยศึกษาวิจัยการพัฒนาและประเมินวิธีทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร โดยเน้นพลาสติกที่ใช้ผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ซึ่งมีโมเลกุลของสารเคมีในพลาสติกและอาจแพร่กระจายไปยังอาหารได้ เพื่อรองรับการประเมินความปลอดภัยสำหรับพลาสติกรีไซเคิล (rPET) ในประเทศไทย
ทางด้าน รศ.ดร.อำพร เสน่ห์ ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวกลุ่มเป้าหมายที่นำไปใช้ประโยชน์ประกอบด้วย 5 กลุ่มสำคัญ คือ 1. กลุ่มผู้บริโภคในประเทศ 2. กลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยหลายภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน 3. องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความปลอดภัยและมาตรฐานของวัสดุและภาชนะบรรจุอาหาร 4. หน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ และ 5. ห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหารจากภาครัฐ และภาคเอกชน
![](https://t.dailynews.co.th/wp-content/uploads/2024/12/1.รางวัล-สกสว-Fig-2-1280x859.jpg)
“ผลงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการศึกษาและพัฒนาวิธีการวิเคราะห์เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการกำจัดสารปนเปื้อน ในการผลิตพลาสติกรีไซเคิล (rPET) แทนการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin PET) แบบเดิม รวมถึงพัฒนาแนวทางในการพิจารณาประเมินความปลอดภัยของพลาสติกรีไซเคิลให้กับประเทศไทย มีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้หลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงมีการพัฒนา แนวทางการประเมินปริมาณการได้รับสัมผัสสารเคมีจากการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่มีองค์ประกอบจากพลาสติกรีไซเคิล (rPET) โดยเลือกการบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต เป็นกรณีศึกษา และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ในการเตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการทดสอบเพื่อรองรับการประเมินความปลอดภัยสำหรับพลาสติกรีไซเคิล rPET ในประเทศไทย ทั้งหมดนี้นำไปสู่การประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 เรื่องกำหนดคุณภาพ หรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 65 และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว” รศ.ดร.อำพร กล่าว
ทั้งนี้ ดร.วิชาญ ยังกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า งานวิจัยดังกล่าวช่วยสร้างมูลค่าให้กับขยะพลาสติกในประเทศ ด้วยมาตรฐานการรีไซเคิลระดับโลก ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก สอดคล้องกับแน้วโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ทั่วโลกต่างพยายามร่วมกันผลักดัน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ และแน่นอนว่าผลงานวิจัยนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดโครงการอื่นในอนาคต รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น
อนึ่ง งานวิจัยนี้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยแห่งชาติที่มีผลกระทบสูง ประจำปี 67 (Prime Minister’s TRIUP Award for Research Utilization with High Impact 2024) ระดับดีเด่น ในมหกรรม TRIUP Fair 2024